เมื่อเวลา 09.45 น. ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 ที่ 3 มืออาชีพ ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รมว.คลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รมว.พาณิชย์ โดยไม่มีรัฐมนตรีช่วย และนายสุชาติ ชมกลิ่น เป็น รมว. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ได้ควบตำแหน่งรองนายกฯเหมือนเดิมเป็นเพราะเหตุใด นายอนุทินยิ้มก่อนจะตอบว่า ทำงานนี้ก็มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด เมื่อถามว่า เพื่อให้รัฐมนตรี 3 แม่ครัว (มืออาชีพ) ทำงานอย่างเต็มที่ ไม่ให้การเมืองมาแทรกแซงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า การเมืองไม่เคยแทรกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสามแม่ครัวหรือสามพ่อครัว เราทำงานกันในนามคณะรัฐมนตรี แต่ละท่านมีอิสระสำหรับการทำงาน ตนคัดเลือกคณะรัฐมนตรีที่มีคุณสมบัติ มีความรู้ความสามารถมาทำหน้าที่ ในฐานะนายกฯก็มอบนโยบายและสนับสนุนภารกิจ หากเป็นประโยชน์กับส่วนรวม บ้านเมืองกับประชาชน ตนก็พร้อมสนับสนุน
เมื่อถามว่า เดิมพรรคภูมิใจไทยไม่เคยปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี แต่รัฐบาลครั้งนี้จะวัด เคพีไอรัฐมนตรีรายบุคคล เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้เข้ามาทำหน้าที่ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เมื่อพรรคใหญ่ขึ้นทุกคนก็ต้องแข่งกัน ต้องประเมินการทำงาน เพราะบ้านเมืองไม่ใช่ที่ทดลองงาน คณะรัฐมนตรีไม่ใช่ที่ตอบแทนของใคร เราตอบแทนบุญคุณของพี่น้องประชาชนเท่านั้น การตัดสินใจวางคนในตำแหน่งต่าง ๆ ทุกคนต้องพิสูจน์การทำงานของตัวเอง หากทำงานไม่เข้าเป้า ทำไม่ได้ ทำไม่สำเร็จ ตนก็จะคงสิทธิ์ไว้พิจารณาปรับปรุง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อถามว่า มีเงื่อนไขเวลาในการปรับคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องถามคนที่รู้จักผมดี
เมื่อถามว่า เหตุใดนายกรัฐมนตรีจึงตั้งคณะรัฐมนตรีเพียง 35 คนเท่านั้น นายอนุทินกล่าวว่า ถือเคล็ด เมื่อถามย้ำว่า ถือเคล็ดหมายความว่าอย่างไร ก็อย่าให้ล้น เมื่อถามว่า มีนัยทางการเมืองหรือไม่ เช่น รอใครมานั่ง หรือดึงฝ่ายค้านมาร่วมรัฐบาล นายอนุทินกล่าวว่า ของบางอย่างขอให้เก็บไว้ที่ตัวเอง เมื่อถามว่ารอใครเกษียณหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่มีอะไรที่จะกระทบกับการทำงานของรัฐบาลหนู 2
เมื่อถามถึง การทานอาหารอีสานร่วมกันกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มีการมอบคำแนะนำอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าว เมื่อวานไปกินลาบ ไม่ได้มีคำแนะนำอะไร เ
มื่อถามว่า การร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย มีข้อตกลงหรือทำเอ็มโอยูในการล็อกเก้าอี้รัฐมนตรีไว้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่มี เราเชื่อใจ เชื่อถือกัน โดยในวันที่ 2 เม.ย.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะมาร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยสาเหตุที่จะร่วมรับประทานอาหารครั้งนี้เพื่อพูดคุยหารือถึงการทำงานที่นายยศชนัน ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีจะต้องมากำกับดูแลกระทรวงในโควตาของพรรคเพื่อไทย
เมื่อถามย้ำว่า กระทรวงนายยศชนันจะได้กำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “รวมด้วยสิครับ”
เมื่อถามถึง การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา จะมุ่งแก้เรื่องใดให้กับประชาชนเป็นอันดับแรก นายอนุทิน กล่าวว่า การเตรียมร่างแถลงของรัฐบาลในขณะนี้ เหลืออีกเพียงนิดหน่อย คาดว่าจะส่งให้สมาชิกรัฐสภาพิจารณาได้ในต้นสัปดาห์หน้า โดยเวลาพิจารณาให้วิปตกลงกัน
เมื่อถามว่า มีเรื่องการยกเลิก MOU 44 หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อยู่ในคำแถลง ส่วน MOU 43 ยังต้องพิจารณาอยู่ ยกเลิกแค่ MOU 44 เท่านั้น
เมื่อถามว่า กังวลฝ่ายค้านจะใช้เวทีแถลงนโยบายเป็นการซ้อมซักฟอกรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนผ่านมาหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการซักฟอกหรือการวิพากษ์วิจารณ์ การเสนอความเห็น การแนะแนวทาง เป็นมงคลกับตนทั้งนั้น เพราะในคำวิพากษ์ก็จะมีคำแนะนำดีๆ ไม่ได้มีใครสงวนสิทธิ์ที่จะให้ตนนำไปใช้ ตนรับฟัง และไม่ดื้อ
เมื่อถามว่า จำเป็นต้องมีทีมองครักษ์ป้องกันฝ่ายค้านโจมตีรัฐบาล เพื่อหวังผลทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าต้องตรงไปตรงมา เป็นสิทธิ์ของแต่ละบุคคลอยู่แล้วที่จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และมองว่า พวกเขาทำเพื่อประชาชน อย่าไปมองว่าเขาเป็นใคร เป็นนาย ก.หรือนาย ข. แต่พวกเขาคือผู้แทนของประชาชน เขาจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ก็เป็นคนที่ประชาชนเลือกเขามา ต้องมองประชาชนทั้ง 75 ล้านคนเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่เฉพาะคนที่เลือกพรรคภูมิใจไทยมา ที่จะดูแลเท่านั้น แบบนี้ก็ไม่ใช่ สิ่งที่ตนกังวลอยู่ คือ ปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่จะให้มันจบหมดสิ้นไปโดยเร็ว
เมื่อถามอีกว่า สำหรับนโยบายคนละครึ่ง ที่มีแนวคิดว่า จะจ่ายเดือนละ 200 บาท 10 เดือน หรือจะจ่ายเป็นก้อนนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งเป็นโครงการที่ต้องทำ เป็นเรื่องที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง เสนอขึ้นมา ตอนนี้ต้องใช้คำว่าหลาย ”พลัส“ โดยเฉพาะเมื่อเจอกับสถานการณ์น้ำมัน จึงต้องพลัสขึ้นไปอีก เพื่อให้ประชาชนได้มีอะไรมาทดแทน ทุกคนรับนโยบายไปดำเนินการ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวง ก็จะมีส่วนร่วมในการยกร่าง ตนในฐานะนายกฯก็จะมีเพิ่ม และปรับปรุงเข้าไป แต่ก็จะไม่ได้ตัดทอนอะไร
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า โครงการคนละครึ่งจะสามารถใช้เติมน้ำมันได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อย่าเพิ่งถามถึงขนาดนั้น ขอให้มีคนนำเสนอขึ้นมาก่อน เพราะบางอย่างถูกจำกัดด้วยข้อกฎหมายว่าทำได้หรือไม่ได้ ส่วนจะต้องกู้เงินเพื่อมาดำเนินโครงการหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าตอนนี้ต้องนึกถึงประชาชนก่อน ส่วนหน้าที่ในการแสวงหาทรัพยากร และหน้าที่ในการบริหารทรัพยากร เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องพิจารณาให้ครบถ้วนว่าสามารถดำเนินการได้ ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ








