วันที่ 1 เม.ย.2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และ หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุกส่วนตัว ในหัวข้อ
“ราคาน้ำมันอ้างอิงสิงคโปร์ เล่ห์กลสูบเงินคนไทย”
เจาะลึกราคาน้ำมันอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ ต้นตอมาจาก มติ กบง. ครั้งที่ 8/2561 (20 เมษายน 2561) ซึ่งในขณะนั้นมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่มีประวัติเคยเป็นผู้บริหารบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่และมีโรงกลั่นมาก่อน มติ กบง. ครั้งดังกล่าวถูกใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องที่ 3 ว่าด้วย “หลักเกณฑ์การคำนวณราคา ณ โรงกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าการตลาดน้ำมันเชื้อเพลิง” ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าจับตา ดังนี้
ชำแหละ 4 มติ กบง. ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน
• มติข้อที่ 1: การอนุมัติสูตรคำนวณราคาหน้าโรงกลั่นแบบบวก "พรีเมียม" (Premium)
เป็นการบวกต้นทุนแฝงเข้าไปในราคาน้ำมันทุกลิตร ประกอบด้วย
• ค่าปรับคุณภาพน้ำมัน 0.26 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
• ค่าขนส่ง World Scale ด้วยเรือขนาด LR1 แบบ Long Term Charter (สิงคโปร์ – ศรีราชา)
• ค่าขนส่งทางท่อ (ศรีราชา – กรุงเทพฯ)
• ค่าประกันภัยร้อยละ 0.084 ของ C&F
• ค่าสูญเสียร้อยละ 0.3 ของ CIF
• ค่าสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง 0.68 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
นี่คือการใช้หลักการ Import Parity หรือการ "สมมติว่าไทยไม่มีโรงกลั่น" บังคับให้คนไทยจ่ายเงินเสมือนว่านำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ ทำให้ประชาชนต้องแบกรับค่าขนส่งและค่าประกันภัยทิพย์ รวมถึงค่าสำรองน้ำมันที่ผู้ค้าควรเป็นผู้แบกรับตามกฎหมาย
นอกจากนี้ ค่าสูญเสียน้ำมัน (0.3%) ยังกลายเป็นรายได้แฝงของกลุ่มทุน ทั้งที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันถึง 6 แห่ง และมีกำลังการผลิตเกินความต้องการจนสามารถส่งออกไปขายต่างประเทศได้
• มติข้อที่ 2: การการันตีกำไรให้กลุ่มทุน (1.85 บาทต่อลิตร)
มีการเห็นชอบค่าการตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหมาะสมที่ 1.85 บาทต่อลิตร โดยระบุว่าจะมีการทบทวนตามการเปลี่ยนแปลง ราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ มติข้อนี้ส่งผลให้ยิ่งที่ดินแพง กลุ่มทุนยิ่งมีข้ออ้างในการขอเพิ่มกำไร ทั้งที่ราคาที่ดินไม่ได้เกี่ยวพันกับประสิทธิภาพการขายน้ำมันโดยตรง ปั๊มน้ำมันที่ตั้งอยู่บนที่ดินราคาถูกพลอยได้อานิสงส์ล็อกกำไรนี้ไปด้วย ทำให้ประชาชนถูกริดรอนสิทธิในการเลือกซื้อน้ำมันในราคาที่ถูกกว่าความเป็นจริง
• มติข้อที่ 3 และ 4: การปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร
สั่ง "ห้าม" ผู้ค้าน้ำมันแจ้งราคาปลีกล่วงหน้า และสั่งให้กรมการค้าภายในคอยตรวจสอบผู้ที่ฝ่าฝืน โดยอ้างเหตุผลว่าขัดต่อ "การแข่งขันทางการค้า"
แท้จริงแล้ว นี่คือการทำให้ประชาชน "ตั้งตัวไม่ติด" ไม่สามารถวางแผนการเงินได้ และปิดโอกาสไม่ให้ประชาชนเลือกไปเติมน้ำมันที่ปั๊มอื่นก่อนจะมีการปรับขึ้นราคา
โครงสร้างคณะกรรมการพลังงาน: ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน
มติ กบง. ที่อ้างอิงราคาสิงคโปร์ ได้สร้างหลักประกันให้นายทุนพลังงานกลายเป็น "เสือนอนกิน" รับผลกำไรจากราคาทิพย์ที่สูบเอาจากคนไทย ถึงเวลาแล้วที่ต้องรื้อสูตรคำนวณเพื่อคืนความเป็นธรรม มติ กบง. ไม่ใช่กฎหมาย และไม่มีกฎหมายฉบับใดบังคับให้ต้องใช้ราคาอ้างอิงจากสิงคโปร์
น้ำมันที่ขายในประเทศต้องใช้ต้นทุนการผลิตจริงในไทย ส่วนน้ำมันที่ส่งออกไปขายต่างประเทศ จึงจะสามารถใช้ราคาอ้างอิงสิงคโปร์เพื่อแข่งขันในตลาดโลกได้
การบริหารจัดการพลังงานของไทยดำเนินงานในรูปของ “คณะกรรมการ” ต่างๆ อาทิ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.), คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.), คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) หรือ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)
ปัญหาที่พบคือ กรรมการบางส่วนมีผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นตัวแทนเชิด (Nominee) ของกลุ่มทุนพลังงาน หรือขาดความซื่อสัตย์สุจริต ทำให้มติที่ออกมามักเอื้อประโยชน์ให้ตนเองหรือพวกพ้อง สร้างความเสียหายต่อส่วนรวม
พลังงานทั้งน้ำมันและไฟฟ้า ถือเป็นโครงสร้างหรือโครงข่ายสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ซึ่งตามหลักรัฐธรรมนูญได้ บัญญัติมิให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละห้าสิบเอ็ด
ดังนั้น การปฏิรูปพลังงานต้องเริ่มต้นที่การปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นการธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง ซึ่งนับว่าเป็นการลงทุนที่น้อยที่สุดแต่ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าสูงสุดสำหรับประชาชน"








