วันที่ 23 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากสื่อมวลชน เพื่อร่วมประชาสัมพันธ์และสื่อสารข้อมูลการแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางแก่ประชาชน
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สถานการณ์ความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย โดยรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยต่อความเดือดร้อนของประชาชนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผลกระทบสำคัญใน 3 มิติ ได้แก่ สถานการณ์ด้านพลังงาน ที่ส่งผลต่อต้นทุนการใช้ชีวิตและการดำเนินธุรกิจ ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีความผันผวน ความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่ขัดแย้ง รวมถึงกรณีลูกเรือไทยและคนไทยที่ยังติดค้างอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย
ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำหนดให้การบริหารสถานการณ์และการสื่อสารข้อมูลข่าวสารเป็นวาระเร่งด่วน ของประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 53/2569 เรื่อง การจัดตั้งศูนย์บริหาร และติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อให้การติดตามสถานการณ์และการแก้ไข ปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเป็นเอกภาพในส่วนของแนวทางการดำเนินการของรัฐบาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงความ คืบหน้าใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
• ด้านการจัดการพลังงาน รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาการกระจายน้ำมัน เพื่อให้สถานีบริการมีปริมาณ เพียงพอต่อความต้องการ ควบคู่ไปกับการรณรงค์มาตรการประหยัดพลังงาน
• ด้านการดูแลเศรษฐกิจและปากท้อง ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกันการกักตุน และระงับการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าอย่างเข้มงวด
• ด้านการช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลาง กระทรวงการต่างประเทศและ ศบก. เร่งประสานงาน ทางการทูต ทั้งการอพยพคนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยง และการช่วยเหลือลูกเรือไทยและคนไทย ให้เดินทางกลับอย่างปลอดภัย
นอกจากนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์และ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารภาครัฐในภาวะวิกฤต โดยให้ความสำคัญ กับการบูรณาการการทำงานร่วมกับสื่อมวลชนในฐานะหุ้นส่วนสำคัญ เพื่อร่วมกันถ่ายทอดข้อมูล ข้อเท็จจริง และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน พร้อมเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเสนอความคิดเห็นอย่างเต็มที่ เพื่อนำไปปรับปรุงแนวทางการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ด้านนางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า การดำเนินงานของศูนย์บริหาร และติดตามสถานการณ์ฯ (ศบก.) อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ โดยมีการบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันติดตาม วิเคราะห์สถานการณ์ และกำหนด มาตรการรองรับผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ โดยในส่วนของการดำเนินงานด้านการสื่อสาร ศบก. ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ดังนี้
• จัดให้มีการแถลงข่าวสถานการณ์เป็นประจำ ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถ่ายทอดสดผ่าน NBT2HD ทุกวัน เวลา 11.05 น. และออกอากาศซ้ำ เวลา 18.10 น. โดยมีหน่วยงานหลักร่วมให้ข้อมูล ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพลังงาน และกระทรวงพาณิชย์
• มีการประชุมติดตามสถานการณ์สัปดาห์ละ 2 ครั้ง และแถลงข่าวภายหลังการประชุมเพื่อรายงาน ความคืบหน้าต่อสาธารณชน รองรับสถานการณ์เร่งด่วน โดยสามารถถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ แห่งประเทศไทยได้ทันที ตลอด 24 ชั่วโมง
ขณะเดียวกัน กรมประชาสัมพันธ์ได้ใช้กลไกประชาสัมพันธ์จังหวัดทั่วประเทศ ประสานงานร่วมกับ พลังงานจังหวัดและพาณิชย์จังหวัดอย่างใกล้ชิด รวมถึงติดตามความคิดเห็นของประชาชนผ่านกระบวนการ Social Listening เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และสนับสนุนการกำหนดประเด็นการสื่อสาร ทั้งนี้ จากการ ดำเนินงานที่ผ่านมา ได้พบประเด็นท้าทายในการสื่อสาร ได้แก่
• การสื่อสารระหว่างข้อเท็จจริงกับความรู้สึกของประชาชน (Fact vs Feeling) ซึ่งต้องสร้างความเข้าใจ โดยไม่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก
• ความซับซ้อนของข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ซึ่งจำเป็นต้องมีการกลั่นกรองและประสานข้อมูลอย่างรอบคอบ เพื่อให้การสื่อสารมีความชัดเจนและเป็นเอกภาพ
ท้ายที่สุด การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากสื่อมวลชน เพื่อนำไปปรับปรุงการสื่อสารของศูนย์ฯ ให้มีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อความต้องการของสังคมได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งขอความร่วมมือสื่อมวลชนร่วมเป็นส่วนสำคัญในการสื่อสารและรณรงค์การประหยัดพลังงานไปยัง ประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการใช้พลังงานอย่างเหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบัน ผ่านการรณรงค์มาตรการประหยัดพลังงานของภาครัฐ ภายใต้แนวคิด “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” โดยตั้งเป้า ลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐลงร้อยละ 10 อาทิ การส่งเสริมการทำงานจากที่บ้าน (WFH) การประชุม ออนไลน์ การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26-27 องศาเซลเซียส และการลดการใช้ลิฟต์ในอาคารราชการ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ







