ประวัติศาสตร์การเมืองไทย เปรียบภาพยนตร์ที่ถูกนำมาฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราได้เห็นการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของอำนาจ การเฉลิมฉลองชัยชนะ และความพังทลายที่มักมีจุดเริ่มต้นจากข้อสงสัย "ผลประโยชน์ทับซ้อน"
ในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2569 ภูมิใจไทยสร้างปรากฏการณ์ "น้ำเงินเข้ม" ทั่วแผ่นดิน ด้วยการกวาดที่นั่ง สส. ไปได้ถึง 191 ที่นั่ง ก้าวขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างสง่างาม
ชัยชนะครั้งนี้เกิดจากยุทธศาสตร์ "นิวไฮบริด" ที่ผสานเครือข่าย “บ้านใหญ่” เข้ากับภาพลักษณ์นักบริหารมืออาชีพ ที่เน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง มากกว่าการปะทะทางอุดมการณ์ ประกอบกับการสนับสนุนจากเครือข่ายอนุรักษ์นิยม ทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลดูแข็งแกร่งดุจหินผา
แต่คำถามที่น่าขบคิดคือ "อำนาจที่เบ็ดเสร็จและเครือข่ายที่ไร้เทียมทาน จะเป็นเกราะคุ้มกันที่ถาวรได้จริงหรือ ?"
หากลองย้อนกลับไปดูอดีตอันเจ็บปวดของ 3 รัฐบาลที่เคยเรืองอำนาจสูงสุด เราจะพบความจริงที่ซ่อนอยู่ว่า เมื่อใดก็ตามที่ผู้นำปล่อยให้ข้อสงสัยเรื่องการเอื้อประโยชน์พวกพ้องขยายวงกว้างจนกลายเป็น "ความเชื่อ" ในใจประชาชน จุดจบของอำนาจมักจะมาถึงเร็วกว่าที่คิด
1. "บุฟเฟต์คาบิเนต" ยุครัฐบาลชาติชาย (พ.ศ. 2531-2534)
ในช่วงที่ “พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ” เป็นนายกฯ ประเทศไทยอยู่ในยุคทองทางเศรษฐกิจ และถูกจับตามองว่าจะเป็นเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย รัฐบาลมีความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นว่า "ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สวยหรู" จะช่วยกลบเกลื่อนรอยด่างพร้อยได้
แต่ความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น การอนุมัติโครงการสัมปทานที่เต็มไปด้วยข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการแบ่งเค้กกันอย่างโจ่งแจ้ง นำมาซึ่งฉายาอันน่าอัปยศที่สื่อมวลชนตั้งให้ว่า "บุฟเฟต์คาบิเนต"
เมื่อข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชันขยายวงกว้าง และรัฐบาลเลือกที่จะแสดงความย่ามใจแทนการชี้แจงอย่างโปร่งใส ความชอบธรรมก็พังทลายลง เปิดทางให้ “คณะ รสช.” ทำการรัฐประหารยึดอำนาจในปี 2534 โดยใช้ข้ออ้างเรื่องพฤติการณ์ฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นเหตุผลหลัก
2: "ทุจริตเชิงนโยบาย" และดีลชินคอร์ป รัฐบาลทักษิณ 2 (พ.ศ. 2548-2549)
พรรคไทยรักไทย ภายใต้การนำของ “ทักษิณ ชินวัตร” ชนะการเลือกตั้งในปี 2548 อย่างแลนด์สไลด์ ด้วยจำนวน สส. สูงถึง 377 คน ทำให้เกิดสภาวะเผด็จการรัฐสภาที่แทบจะไร้การตรวจสอบ
ฟางเส้นสุดท้ายที่นำไปสู่ความพินาศคือการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้กับกลุ่มเทมาเส็กของสิงคโปร์ มูลค่ากว่า 7.3 หมื่นล้านบาท โดยอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อเลี่ยงภาษี
แม้ในทางเทคนิคจะพยายามอ้างว่าทำตามกฎหมายทุกประการ แต่สังคมมองว่านี่คือการกระทำที่ขาดคุณธรรม ส่งผลม็อบพันธมิตรฯ จุดติด และจบลงด้วยการรัฐประหารของคณะ คมช. ในปี 2549
บทสรุปของมหากาพย์นี้เพิ่งเป็นที่ประจักษ์เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการอำพรางธุรกรรมและขาดคุณธรรมทางภาษี โดยสั่งให้ “ทักษิณ” ต้องจ่ายภาษีย้อนหลังรวม 1.76 หมื่นล้านบาท
3. "นิรโทษกรรมสุดซอย" รัฐบาลยิ่งลักษณ์ (พ.ศ. 2554-2557)
ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้งในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่ชนะเลือกตั้งปี 2554 อย่างแลนด์สไลด์ ได้ สส. 265 คน ส่งผลให้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ขึ้นเป็นนายกฯ รัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพสูงมาก จนกระทั่งความหลงระเริงในอำนาจนำไปสู่การผลักดันกฎหมายที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน นั่นคือร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่ง
ส่งผลให้ม็อบ กปปส. จุดติด แม้รัฐบาลจะพยายามถอยด้วยการยุบสภา แต่การเลือกตั้งก็เป็นโมฆะ และปิดฉากด้วยการรัฐประหารของ “คณะ คสช.” ในปี 2557
กลับมายังสถานการณ์ปัจจุบัน ชัยชนะ 193 เสียงคือโอกาสอันยิ่งใหญ่ แต่หากภูมิใจไทยไม่ถอดบทเรียนประวัติศาสตร์ หลงระเริงย่ามใจ และปล่อยให้เส้นแบ่งของผลประโยชน์สาธารณะและประโยชน์ส่วนตนเลือนหายไป จุดจบที่รออยู่ก็คงเป็นเพียงการวนซ้ำของหนังการเมืองเรื่องเดิม... ที่เริ่มต้นด้วยเสียงชื่นชม ก่อนจบลงด้วยการล่มสลาย
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม








