วันที่ 20 มี.ค.69 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “ทัศนะของประชาชนต่อสงครามในตะวันออกกลางและมาตรการด้านพลังงานของรัฐบาล” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายสำคัญในการทำ KPI Poll ให้เป็นโพลเชิงวิชาการที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการและความแม่นยำ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง”การเมืองจากเสียงของประชาชน โดยให้ข้อมูลจาก KPI Poll เป็นฐานความรู้สำคัญสำหรับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อทำหน้าที่เป็น “คลังสมองทางประชาธิปไตย” ของสังคมไทยอย่างแท้จริง
การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 13 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 13 - 16 มี.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้
1. ภายใต้สถานการณ์สงคราม หากราคาพลังงานปรับสูงขึ้น ท่านคิดว่ารัฐบาลควรดำเนินมาตรการใดเป็นอันดับแรก (สำรวจโดย X Line Today)
• สองอันดับแรกใกล้เคียงกัน- 29.7 % ต้องการให้ตรึงราคาชั่วคราว และ 28.2% ต้องการให้ปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาว
• รองลงมา 23.4% ใช้มาตรการภาษีหรือกองทุนน้ำมัน เพื่อลดภาระด้านราคา 15.0 % ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง และ 3.7% ไม่แน่ใจ
สะท้อนความเข้าใจทางเศรษฐศาสตร์ของประชาชนที่แบ่งเป็นสองด้านอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งต้องการการเยียวยาผลกระทบระยะสั้นทันทีเพื่อลดภาระค่าครองชีพ ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง อาจมองถึงบทเรียนจากอดีตว่า การอุดหนุนราคาแบบหว่านแหจะสร้างภาระทางการคลังระยะยาว
2. คนไทยเกือบ 70% กังวลผลกระทบของสงคราม ส่วนความพอใจต่อการสื่อสารของรัฐบาล สอบผ่านแบบฉิวเฉียด
• ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อไทย- 69.8% ระบุว่า “ค่อนข้างกังวล-กังวลมากที่สุด” รองลงมา 21.2% “ไม่ค่อยกังวล-ไม่กังวลเลย” และ 9.0% ไม่แน่ใจ
• การสื่อสารของรัฐบาลเกี่ยวกับสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น-50.4% ระบุว่า “ค่อนข้างพอใจ-พอใจมากที่สุด” รองลงมา 35.9% “ไม่ค่อยพอใจ-ไม่พอใจเลย” และ 13.7% ไม่แน่ใจ
➡ คนไทยไม่ได้มองว่าความขัดแย้งในภูมิภาคอื่นเป็นเพียงความรู้สึกต่อข่าวต่างประเทศ แต่เป็นความกังวลเชิงปากท้องและผลกระทบในชีวิตประจำวันโดยตรง ตัวเลขความกังวลที่สูงนี้ ยังสะท้อนถึง "ความเปราะบางทางการเงิน" ของครัวเรือนไทยด้วย ในขณะที่ความพอใจต่อการสื่อสารของรัฐบาลนั้น สอบผ่านแบบคาบเส้น แต่ตัวเลขผู้ไม่พอใจที่สูงถึง 1 ใน 3 ถือเป็นสัญญาณเตือนว่า การสื่อสารในภาวะวิกฤตของรัฐบาลยังขาดความชัดเจนหรือความรวดเร็ว การสื่อสารภาครัฐในระยะนี้ต้องเป็นการสื่อสารที่สร้างความมั่นใจเชิงนโยบาย มากกว่าการออกมาตรการรายวัน เพื่อลดความตื่นตระหนก
3. วิกฤตคนเมือง “กทม.” เกือบ 3 ใน 4 ต้องการให้รัฐ “ตรึงราคาน้ำมัน” สูงสุด ทิ้งห่างทุกภูมิภาค
• 74.1% กรุงเทพมหานคร ต้องการให้รัฐบาล “ตรึงราคาน้ำมันหรือพลังงานชั่วคราวเพื่อลดผลกระทบประชาชน” สูงสุด
• รองลงมา คือ 57.0% ภาคตะวันออก, 55.3% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, 52.0% ภาคใต้, 43.5% ภาคกลาง และ 40.7% ภาคเหนือ
สะท้อนว่า คนเมืองโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีค่าครองชีพสูงและพึ่งพาการเดินทาง/การใช้พลังงานในชีวิตประจำวันมาก มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงด้านราคาพลังงานมากเป็นพิเศษ ขณะที่บางภูมิภาคมีสัดส่วนต่ำกว่า อาจสะท้อนทั้งโครงสร้างค่าครองชีพและรูปแบบการใช้พลังงานที่ต่างกัน เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญต่อผู้กำหนดนโยบาย ว่าหากปล่อยให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดโดยไม่มีมาตรการรองรับระยะสั้น พื้นที่เศรษฐกิจหลักของประเทศจะได้รับผลกระทบทันทีและรุนแรง จนอาจนำไปสู่ความไม่พอใจในภาพรวมได้
4. “ปากท้อง” ไร้ช่องว่างระหว่างวัย ทุก Gen ต้องการให้รัฐ “ตรึงราคาน้ำมัน” เป็นอันดับหนึ่ง
• ทุก Gen ให้น้ำหนักกับมาตรการ “ตรึงราคาพลังงานชั่วคราว” เป็นอันดับ 1 โดย Gen X สูงสุด (54.1%) รองลงมา คือ Gen Z (52.8%), Baby Boomer (52.0%) และ Gen Y (48.2%)
• อันดับสอง แต่ละ Gen มีความแตกต่างกัน- Gen Y ต้องการให้ใช้มาตรการภาษีหรือกองทุนน้ำมันเพื่อลดภาระด้านราคา, Gen X ต้องการให้ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง ในขณะที่ Gen Z และ Baby Boomer ไม่แน่ใจ
ผลกระทบเฉพาะหน้าเรื่องพลังงานเป็นสิ่งที่ทุกวัยสัมผัสได้เหมือนๆ กัน แต่วัยทำงาน (Gen Y และ Gen X) ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เสียภาษีหลักของประเทศ เริ่มตระหนักถึงความจำเป็นในการใช้เครื่องมือทางการคลัง มากกว่าแค่การอุดหนุนราคาเพียงอย่างเดียว
บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 13
ผลการสำรวจครั้งนี้ ประชาชนกำลังส่งสัญญาณ 3 เรื่องพร้อมกัน คือ 1) กังวลผลกระทบจากสงครามต่างประเทศในมิติค่าครองชีพอย่างชัดเจน 2) แม้จะมีความพึงพอใจต่อการสื่อสารของรัฐบาลอยู่บ้าง แต่ก็ต้องการการสื่อสารที่ชัด และทำให้เห็นแผนรับมือจริง และ 3) คาดหวังให้รัฐบาลมีมาตรการบรรเทาผลกระทบด้านพลังงานอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังมีคนจำนวนมากที่อยากเห็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป ดังนั้น หากรัฐบาลจะรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนในช่วงวิกฤตนี้ นโยบายที่เหมาะสมอาจไม่ใช่การเลือกเพียงทางใดทางหนึ่ง แต่คือ การทำให้ประชาชนเห็นว่า รัฐบาลสามารถ “จัดการผลกระทบในวันนี้ได้จริง” และ “คิดไกลถึงวันข้างหน้า” ไปพร้อมกัน
#KPIPoll #KPI #สถาบันพระปกเกล้า #ค่าครองชีพ #พลังงาน #รัฐบาล #เศรษฐกิจ #สงคราม #ความเชื่อมั่น #นโยบายรัฐ #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าววันนี้ #โพลความคิดเห็น







