วันที่ 16 มี.ค.69 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ประจำวิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้ความเห็นต่อกรณีที่พรรคประชาชนตัดสินใจลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมองว่า สถานการณ์การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงขั้นตอนตามระบบรัฐสภาเพื่อเลือกผู้นำรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังเป็น “บททดสอบสำคัญ” ของพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคประชาชน ในเรื่องของการรักษาคำพูดทางการเมือง
ผศ.ดร.เชษฐา ระบุว่า การเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้วัดกันแค่จำนวนเสียงในสภาเท่านั้น แต่ยังวัดกันที่ มาตรฐานทางการเมือง และ ความน่าเชื่อถือของคำพูด ที่พรรคการเมืองเคยประกาศไว้ต่อสาธารณะ
ที่ผ่านมา พรรคประชาชนสร้างภาพลักษณ์ของตนเองว่าเป็นพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการยกระดับมาตรฐานการเมืองไทยให้แตกต่างจากการเมืองแบบเดิม ดังนั้น การตัดสินใจทางการเมืองในช่วงเวลานี้จึงถูกจับตามองจากสังคมเป็นพิเศษ
ประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงอย่างมาก คือคำพูดในอดีตของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เคยแสดงความเห็นไว้ว่า หากพรรคอันดับสองมีจำนวน ส.ส. น้อยกว่าพรรคอันดับหนึ่งมาก เช่น ประมาณ 30 ที่นั่ง ก็ไม่ควรพยายามชิงจัดตั้งรัฐบาลหรือแย่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะอาจขัดกับเจตนารมณ์ของประชาชนที่สะท้อนผ่านผลการเลือกตั้ง
ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวเคยได้รับเสียงชื่นชมจากสังคมไม่น้อย เพราะสะท้อนความพยายามสร้าง มารยาททางการเมือง ให้กับระบบประชาธิปไตยไทย กล่าวคือ แม้ในทางกฎหมาย พรรคใดก็ตามที่รวบรวมเสียงข้างมากได้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ในเชิงวัฒนธรรมทางการเมือง พรรคที่ได้อันดับหนึ่งควรได้รับโอกาสแรกในการจัดตั้งรัฐบาล
แนวคิดลักษณะนี้พบได้ในหลายประเทศประชาธิปไตย แม้จะไม่ใช่ข้อกำหนดทางกฎหมาย แต่ถือเป็นธรรมเนียมทางการเมืองที่ช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม เมื่อการเมืองเดินมาถึงสถานการณ์จริงที่ต้องเลือกนายกรัฐมนตรี คำพูดในอดีตจึงกลายเป็นประเด็นที่สังคมหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผศ.ดร.เชษฐา มองว่า คำถามสำคัญในขณะนี้ไม่ใช่ว่า พรรคอันดับสองมีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ เพราะในเชิงกฎหมาย หากรวบรวมเสียงข้างมากได้ก็สามารถทำได้ตามกติกา แต่คำถามสำคัญคือ พรรคประชาชนจะเลือกยืนอยู่บนหลักการที่เคยประกาศไว้หรือไม่
การเมืองไม่ได้มีเพียงความชอบธรรมทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังมีความชอบธรรมทางจริยธรรมและความน่าเชื่อถือทางการเมืองด้วย
พรรคประชาชนได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนไม่น้อย เพราะภาพลักษณ์ของการเป็นพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ และต้องการสร้างการเมืองรูปแบบใหม่ สิ่งที่ทำให้พรรคการเมืองสายปฏิรูปได้รับความนิยมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้มีเพียงนโยบายเท่านั้น แต่คือ “ความเชื่อถือ” ที่ประชาชนมีต่อคำพูดและหลักการของพรรค
ผศ.ดร.เชษฐา ระบุว่า หากคำพูดที่เคยประกาศไว้ต่อสาธารณะถูกละเลยเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนไป ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียงประเด็นทางการเมืองระยะสั้น แต่เป็นเรื่องของเครดิตทางการเมืองในระยะยาว
“การเมืองไทยมีตัวอย่างให้เห็นหลายครั้งว่า พรรคการเมืองที่พูดอย่างหนึ่งแต่ทำอีกอย่างหนึ่ง มักสูญเสียความไว้วางใจจากประชาชนอย่างรวดเร็ว” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว
ความท้าทายของพรรคประชาชนในครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ว่าจะเดินเกมการเมืองอย่างไร แต่ยังเป็นคำถามสำคัญว่า พรรคจะรักษาภาพลักษณ์ของการเมืองแบบใหม่ที่เคยประกาศไว้ได้หรือไม่
หากพรรคเลือกยืนตามหลักการเดิม ก็อาจถูกมองว่าเป็นการแสดงมารยาททางการเมือง และยืนยันว่าพรรคยังคงยึดมั่นในมาตรฐานที่ตนเองเสนอไว้กับสังคม แต่หากเลือกเดินอีกเส้นทางหนึ่ง แม้จะสามารถอธิบายได้ในเชิงยุทธศาสตร์ ก็ย่อมหลีกเลี่ยงคำถามจากสังคมไม่ได้ว่า มาตรฐานที่เคยประกาศไว้นั้นยังมีความหมายอยู่หรือไม่
ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า สำหรับพรรคการเมืองทั่วไป คำถามลักษณะนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะการเมืองไทยคุ้นเคยกับการปรับท่าทีตามสถานการณ์ แต่สำหรับพรรคที่ประกาศตัวว่าเป็นตัวแทนของการเมืองแบบใหม่ มาตรฐานย่อมต้องสูงกว่านั้น
“การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้นำรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่จะบอกสังคมว่า พรรคประชาชนต้องการเป็นพรรคการเมืองแบบใด เพราะสุดท้ายแล้ว ในทางการเมือง สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ว่าใครได้อำนาจ แต่คือใครรักษาคำพูดของตัวเองได้มากเพียงใด” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว.








