การเมืองทั่วไป

"ศบก." เผยที่ประชุม รมต.อาเซียน เรียกร้องยุติสงคราม ระบุลูกเรือไทย 20 คนถึงประเทศ 16 มี.ค.นี้

แชร์ข่าว

ศบก. เผยที่ประชุม รมต.อาเซียน เห็นพ้อง เรียกร้องยุติความรุนแรง -ใช้การทูต ย้ำกฎหมายระหว่างประเทศ เสรีภาพ-การบิน การเดินเรือ บอก ลูกเรือ 20 คนถึงไทย 16 มี.ค.นี้ เตือนคนไทยในอิสราเอล ยังสู้รบรุนแรง หากได้ยินเสียงไซเรน หาที่หลบภัยภายใน 1 นาที

เมื่อเวลา 11.05 น. วันที่ 14 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวประจำวัน โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทยว่าสำหรับพัฒนาการของสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ขยายวงนอกเหนือเป้าหมายทางทหาร โดยอิหร่านยกระดับการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านพลังงาน การเดินเรือ และระบบไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลในหลายประเทศ ขณะที่กองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ยังคงแลกเปลี่ยนการโจมตีกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนอิสราเอล เลบานอน นอกจากนี้สถานการณ์การสู้รบในประเทศอิรัก ได้ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นายปาณิดล กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน กระทรวงการต่างประเทศขอให้คนไทยพิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด และคอยติดตามข่าวสาร คำแนะนำจากช่องทางทางการของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ และลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่ และช่องทางติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ

นายปาณิดล กล่าวว่า สำหรับการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ ว่าด้วยสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เมื่อวันที่ 13 มี.ค. โดยมีรัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศของประเทศฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียนเป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดและเรียกร้องให้มีการยุติการใช้ความรุนแรง และกลับสู่แนวทางการทูตโดยเร็ว พร้อมย้ำความสัมพันธ์ของการยึดมั่นในหลักการกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสรีภาพในการบิน และการเดินเรือ

นายปาณิดล กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือถึงผลกระทบที่มีต่ออาเซียนในหลายมิติ โดยเฉพาะผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งสินค้า และด้านพลังงาน ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤติด้านเศรษฐกิจและพลังงาน โดยไทยได้เสนอให้กระชับความร่วมมือด้านกงสุลผ่านเครือข่ายของสถานทูตในพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตร่วมกัน และยกระดับความร่วมมือ ภายใต้ความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมของอาเซียน ให้สามารถใช้งานได้จริงและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน และพลังงานทางเลือก

นายปาณิดล กล่าวว่า สำหรับการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ ในส่วนการช่วยเหลือลูกเรือ 20 คนจากเรือบรรทุกสินค้าไทยที่ประสบเหตุ บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยบริษัทเจ้าของเรือจะนำลูกเรือเดินทางโดยรถยนต์ออกจากเมืองเมืองคาซาบ ประเทศโอมาน ไปยังสนามบินนานาชาติมัสกัต ประเทศโอมาน เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ได้ออกหนังสือเดินทางฉุกเฉิน รวมถึงสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ประสานเรื่องวีซ่าให้กับลูกเรือทั้ง 20 คนแล้ว โดยทางการโอมาน ได้แจ้งยืนยันความพร้อมอำนวยความสะดวกลูกเรือในการผ่านแดน เพื่อขึ้นเครื่องบินที่กรุงมัสกัต ซึ่งจะมีกำหนดเดินทางถึงประเทศไทยในวันที่ 16 มี.ค.นี้

นายปาณิดล กล่าวว่า ในส่วนของการค้นหาและการช่วยเหลือลูกเรืออีก3 คน ขอให้มั่นใจว่ากระทรวงการต่างประเทศ กองทัพเรือและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ประเทศโอมาน ยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าการปฏิบัติการค้นหา และให้ความช่วยเหลือต่อไป สำหรับการอพยพคนไทย โดยคนไทยเดินทางออกจากอิหร่านกลุ่มสุดท้ายจำนวน 7 คน ได้เดินทางถึงประเทศไทยแล้ว ทั้งนี้ศูนย์ปฏิบัติการชั่วคราว เมืองวาน ประเทศตุรกี ได้มีการอพยพคนไทยที่ประสงค์เดินทางออกจากอิหร่านหมดแล้ว

นายปาณิดล กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ในอิสราเอล เนื่องจากสถานการณ์การโจมตีที่รุนแรงขึ้นระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านและฮิซบอลเลาะห์ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ออกประกาศเตือนภายในพื้นที่ภาคเหนือของอิสราเอล หากได้ยินเสียงไซเรนเตือนภัยให้เข้าที่หลบภัยภายใน 1 นาที 30 วินาที และขอให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปบริเวณชายแดนตอนเหนือของอิสราเอล

นายปาณิดล กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มีคนไทยที่ติดค้าง และได้รับความช่วยเหลือออกจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางแล้วจำนวน 591 คน รัฐบาลไทยยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบให้ออกจากพื้นที่อันตรายในโอกาสแรกด้วยความปลอดภัย

ข่าวแนะนำ