เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2569 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน ว่า "เมื่อสงครามตะวันออกกลางขยายวงออกนอกพื้นทางทหารแล้ว รัฐบาลควรรีบรับมือผลกระทบด้านพลังงาน โดยวางแผนนำพลังงานสำรองมาใช้ยามขาดแคลน
สิ่งสำคัญ เมื่อสงครามยิว-ทรัมป์เปิดศึกถล่มอิหร่านจะมีผลกระทบกับน้ำมันและปุ๋ย รวมทั้งราคาสินค้าอุปโภค บริโภค ขณะที่ไทยไม่มีเอกราชด้านพลังงาน เพราะแปรรูป ปตท.ให้เอกชน รวมทั้งบริษัทบางจากและแหล่งพลังงานสำรองยังจะถูกฮุบโดยทุนเอกชน แล้วคนไทยต้องแบกรับค่าโง่ด้านราคาพลังงานโดยไม่จำเป็นอีก ดังนั้น ไทยควรคิดเรื่องพลังงานอย่างจริงจังได้หรือยัง
ในยามพลังวิกฤต พวกคนรวยได้ประโยชน์จากราคาพลังงานและไม่มีวันขาดทุน เพราะเอกชนทำสัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า แต่มาขึ้นราคาน้ำมันในช่วงวิกฤต ความเห็นแก่ตัวแบบนี้มาจากรัฐปล่อยปละละเลย ดังนั้นไทยต้องรื้อนโยบายพลังงานครั้งใหญ่มานับหนึ่งกันใหม่
ส่วนปุ๋ย ไทยนำเข้าจากซาอุดีอาระเบียเป็นหลัก ทั้งที่ปุ๋ยมีองค์ประกอบการผลิตจากส่วนประกอบน้ำมัน และไทยเป็นประเทศผลิตน้ำมันเช่นกัน จึงน่าสงสัยการพึ่งพาในเรื่องนำเข้าปุ๋ยอย่างมาก
สิ่งสำคัญเมื่อไทยเริ่มเข้าสู่วิกฤตน้ำมัน ไทยควรใช้โอกาสนี้คิดถึงพลังงานทางเลือกอื่นๆ อย่างเป็นระบบ ทั้งพลังงานโซล่าเซลล์ จะทำให้ต้นทุนการผลิดลดลงได้มากและเศรษฐกิจสามรถเดินต่อไปได้สะดวก
“วันหนึ่งเมื่อเดินไปถึงจุดต้องใช้พลังงานสำรองแล้ว จะว่าอย่างไง เมื่อที่ผ่านมาคนไทยจ่ายเงินฟรีให้เอกชนโดยไม่ต้องเดินเครื่องพลังงานสำรอง เราจะได้พิสูจน์กันว่า พลังงานสำรองจะเป็นจริงหรือไม่”
อย่างไรก็ตาม แม้รัฐอ้างไทยเป็นประเทศส่งออกน้ำมัน แต่ผลประโยชน์กลับถูกซุกซ่อนและกระจายให้ตระกูลคนรวยเสวยสุข โดยรัฐไม่นำมาเฉลี่ยสร้างรัฐสวัสดิการแบ่งเบาภาระให้คนในชาติเลย
ดังนั้นจึงหวังว่า สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้ รัฐไทยและประชาชนจะนำมาเป็นจุดเริ่มต้นและวิวัฒนาการสังคมทั้งด้านเศรษฐกิจและแผนรับมือในยามวิกฤต ซึ่งนักการเมืองไทยจะคิดแบบการเลือกตั้งปกติไม่ได้ เพราะต้องรับมือกับทุกสิ่งเลวร้าย เมื่อสงครามหยุดไม่ได้แล้ว รัฐต้องคิดจัดสรรทรัพยากรให้มากกว่าการเป็นรัฐบาลในยามปกติ
ส่วนพรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น นายจตุพร กล่าวว่า ภูมิใจไทยกับกล้าธรรมจะต้องการกันและกันหรือไม่ก็ตาม แต่ทั้งสองพรรคนี้จะหลีกเลี่ยงกันได้ยากมาก เพราะที่ผ่านมามีความเป็นมาทางการเมืองร่วมกัน ดังนั้น โอกาสที่กล้าธรรมจะหลุดรัฐบาลจึงมีความน่าจะเป็นน้อยมาก
ถ้าภูมิใจไทยตัดสินใจเลือกเพื่อไทยแล้ว อนาคตการเมืองย่อมต้องเจออะไรอีกหลายเรื่องราว ทั้งการเลือกตั้งที่ กกต. ทำเป็นปัญหา และการชดใช้ในคดีจำนำข้าว อีกอย่างช่วงนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ระวังมากกับการตอบคำถามที่เกี่ยวกับพรรคกล้าธรรม
อย่างไรก็ตาม ข่าวตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ยังมาจากแหล่งเดียวกันอยู่ แต่ภูมิใจไทยไม่ได้ชี้แจงในเรื่องนี้ อีกทั้งหากนำปัญหาภายในแต่พรรคมาเป็นอุปสรรคแล้ว แทบทุกพรรคหาความสะอาดได้ยากมาก ยิ่งภายใต้บ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์สงครามนี้ นักการเมืองสกปรกโสมมจะนำมาร่วม ครม.ด้วยไม่ได้
“ระหว่างเพื่อไทยกับกล้าธรรมนั้น ถ้าภูมิใจไทยต้องเลือกพรรคเดียว (ร่วมรัฐบาล) ผมยังเชื่อว่า เขาต้องเลือกพรรคกล้าธรรม ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม เพราะจะมีผลต่อสถานการณ์แต่ละเรื่องถัดจากนั้นไป”
ประเทศไทยต้องมาก่อน








