หมายเหตุ : "แก้วสรร อติโพธิ" นักวิชาการอิสระ ให้สัมภาษณ์พิเศษ ในรายการ "สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์" ทางช่องยูทูบ Siamrathonline ให้มุมมองด้านข้อกฎหมายกรณี "บัตรเลือกตั้งสส." ที่กำลังมีข้อถกเถียงเวลานี่จะนำไปสู่การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้หรือไม่ รวมทั้งยังวิเคราะห์ถึง ทิศทางการบริหารประเทศของ "รัฐบาลใหม่" ท่ามกลางความหวังและความขัดแย้งทางการเมือง
จากกระแสความวุ่นวายหลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ที่มีการเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ มองว่าต้นตอของปัญหาจริงๆ อยู่ตรงไหน?
ผมมองว่าส่วนหนึ่งเกิดจาก ความอ่อนด้อยและไร้ประสิทธิภาพในการชี้แจงประชาสัมพันธ์ของ กกต. ความไม่รัดกุมในการนำเสนอตัวเลขผลคะแนน อย่างเช่นการที่คะแนนส.ส.เขตพุ่งขึ้นแต่บัญชีรายชื่อยังนิ่ง หรือตัวเลขในระบบไม่ตรงกับหน้าหน่วย ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง หากเป็นในต่างประเทศ กกต. ทั้งชุดควรลาออกไปแล้ว เพราะคุณไม่สามารถบริหารจัดการให้เกิดความโปร่งใสจนกลายเป็นวิกฤตศรัทธา
ส่วนประเด็นที่ว่าบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดแล้วทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับจนต้องเป็นโมฆะนั้น ผมเห็นใจคนที่กังวล แต่ในทางกฎหมาย ผมไม่เห็นด้วยว่ามันขัดรัฐธรรมนูญ ทางออกที่ถูกต้องคือต้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ศาลปกครอง
เพราะการเลือกตั้งไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง ผมสนับสนุนให้ผู้ตรวจการแผ่นดินรีบส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยเร็วที่สุด เพื่อหยุดความขัดแย้งในภาคสนามให้จบลงภายในกรอบ 60 วันที่ กกต. ต้องประกาศรับรอง สส.
ช่วยอธิบายในรายละเอียดได้ไหมว่า ทำไม "บาร์โค้ด" ถึงไม่ทำลายหลักการ "การเลือกตั้งโดยลับ"?
ในทางกฎหมาย หลักใหญ่ของการเลือกตั้งคือ "ความเป็นอิสระของผู้ลงคะแนน" คำว่า "ความลับ" มีไว้เพื่อให้คุณเป็นอิสระจากการถูกกดดันหรือคุกคาม ถามว่าพรรคการเมืองจะรู้ไหมว่าคุณเลือกใครจากบาร์โค้ด? ในทางปฏิบัติมันเป็นไปไม่ได้เลย เพราะข้อมูลเหล่านี้ถูกแยกส่วนกันอยู่
- ต้นขั้วบัตร อยู่ที่ กกต. พรรคการเมืองเข้าถึงไม่ได้
- รหัส (Code) สำหรับอ่านบาร์โค้ด ก็ถูกเก็บไว้คนละที่ ทั้งที่จังหวัดและส่วนกลาง
- การจะไปรื้อค้นบัตร คุณต้องผ่านด่านการตรวจสอบมากมาย บัตรนับแสนใบทับถมกันอยู่ในหีบ ใครจะอนุญาตให้คุณเข้าไปสแกนหาบัตรของคนใดคนหนึ่งได้
ตราบใดที่ด่านตรวจสอบเหล่านี้ยังทำงาน และพรรคการเมืองเข้าถึงข้อมูลไม่ได้ ผู้เลือกตั้งก็ยังเป็นอิสระ และผมถือว่าการเลือกตั้งนั้นยังเป็นความลับอยู่ การที่กฎหมายห้ามทำเครื่องหมายในบัตรนั้น หมายถึงเครื่องหมายที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเพื่อส่งสัญญาณให้หัวคะแนนทราบตอนขานคะแนน ไม่ใช่รหัสทางเทคนิคที่อยู่หลังบ้าน
อาจารย์ดูจะมีความหวังกับแนวทางการทำงานของ "คุณอนุทิน ชาญวีรกูล" ในฐานะนายกฯ หรือแกนนำรัฐบาล
ผมไม่ได้สนใจว่าเขาจะอยู่กี่ปี แต่ผมสนใจว่า "แต่ละปีต้องมีเข็มมุ่งที่ทำให้คนมองเห็นความหวัง" เท่าที่ดูในช่วง 2-3 เดือนมานี้ ผมเห็นว่าคุณอนุทินมองโจทย์ประเทศออก เขาไม่ได้มองแค่เรื่องการหาเสียง แต่เขามองไปถึง "อธิปไตยทางเศรษฐกิจ"
คุณอนุทินรู้ว่าเราจะพึ่งพาแค่ประเทศมหาอำนาจเดิมอย่างอเมริกาอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องเปิดตลาดใหม่ๆ เช่น อาหรับ หรือแอฟริกา นอกจากนี้ เขายังพยายามดึงคนเก่งหรือ "เทคโนแครต" เข้ามาทำงาน โดยไม่ยึดติดกับการแบ่งโควตากระทรวงแบบเดิมๆ ที่มักจะทำให้ประเทศเจ๊ง
ที่สำคัญ คุณอนุทินมีวิธีคิดแบบ "วิศวกรและผู้รับเหมา" ซึ่งถูกฝึกมาให้บริหารจัดการความเสี่ยงและต้องทำงานให้สำเร็จตาม TOR (Terms of Reference) เขาถูกสอนมาให้กำหนดเป้าหมายความสำเร็จให้ชัดเจน รู้ว่าตรงไหนต้องยอมเสีย และตรงไหนที่เสียไม่ได้ ความหวังของประเทศคือการที่นายกฯ คนนี้จะวาง TOR ให้ประเทศไทย และก่อสร้างโครงการของประเทศให้สำเร็จโดยที่งบประมาณไม่บานปลาย
ประเด็น "เลเซอร์ ID" และ สเปคเตอร์ ซี ของพรรคประชาชน ที่อาจารย์บอกว่าน่ากลัว มันน่ากลัวอย่างไรในเชิงการเมืองและกฎหมาย?
เรื่องนี้น่ากังวลมากในแง่ของความมั่นคงและหลักรัฐธรรมนูญ เลเซอร์ ID (เลขหลังบัตรประชาชน) ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว แต่มันถูกสร้างขึ้นโดยอำนาจรัฐผ่านระบบทะเบียนราษฎร์ การที่พรรคการเมืองนำข้อมูลนี้ไปใช้ ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐและเจ้าของสิทธิ์ต้องรับรู้ถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริง
สิ่งที่ผมกังวลคือการนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เพื่อ Manipulate (จัดการหรือครอบงำความคิด) ประชาชนผ่านโซเชียลมีเดีย หากมีการใช้ระบบสแกนหรือระบบ AI เพื่อจำแนกอายุ อาชีพ และพฤติกรรม เพื่อป้อนข้อมูลที่สร้างความเกลียดชังหรือปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกในหมู่คนรุ่นใหม่ โดยใช้ Laser ID เป็นเครื่องมือในการจัดตั้งมวลชนในโลกโซเชียล สิ่งนี้คือการแสวงหาอำนาจโดยผิดวิถีทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นถูกยุพรรคได้ พรรคการเมืองควรเสนอทางเลือก ไม่ใช่ไปล้างสมองประชาชน
ทิศทางของพรรคการเมืองใหญ่ที่เป็นคู่ขัดแย้งเดิมอย่าง "เพื่อไทย" และ "ประชาธิปัตย์" อาจารย์มองอย่างไร?
สำหรับ เพื่อไทย หากต้องการช่วยบ้านเมืองจริงๆ ต้อง "สลัดคราบชินวัตร" ออกไปให้ได้ และเลิกบริหารประเทศในลักษณะ "วิสาหกิจการเมือง" ที่เน้นการลงทุนเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ถ้าเขากล้าใช้คนรุ่นใหม่ที่เก่งจริงและมองไกลกว่าเรื่องเงินทุน เขาก็ยังมีสิทธิ์จะได้รับโอกาส
ส่วน ประชาธิปัตย์ ผมเชียร์ให้เป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง เพราะตอนนี้ฝ่ายค้านเดิม (พรรคประชาชน) อาจจะยังไม่ถนัดในการตรวจสอบเชิงลึกหรือยัง "อ่านสคริปต์" อยู่ การมีประชาธิปัตย์มาคอย "ดักยิง" หรือตรวจสอบการฟอกเงินและพวกสแกมเมอร์ในสภา จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่าปล่อยให้คนลงไปสู้กันบนถนน
อะไรคือสิ่งที่อาจารย์อยากฝากเตือนเป็นพิเศษสำหรับสถานการณ์การเมืองต่อจากนี้?
ภารกิจที่ใหญ่ที่สุดของรัฐบาลคือ การสร้างความสมหวังให้คนหนุ่มสาว หากคนมองเห็นอนาคต กระแสความโกรธแค้นที่นำไปสู่การปฏิวัติก็จะเหี่ยวเฉาลงไปเอง แต่ถ้ารัฐบาลล้มเหลว ความขัดแย้งจะยิ่งเบ่งบาน
และผมขอเตือนจากประสบการณ์ที่ผ่านยุค 14 ตุลา และ 6 ตุลามาว่า อย่ากลับไปใช้วิธี "ขวาพิฆาตซ้าย" หรือใช้ความรุนแรงจัดการความเห็นต่างอีกเด็ดขาด เพราะมันจะสร้างบาดแผลที่ใหญ่โตและทำให้ประเทศเข้าสู่ภาวะสาหัสจนยากจะเยียวยา เราต้องพาประเทศเดินไปตามกรอบกฎหมายและเหตุผล ไม่ใช่ตามอารมณ์หรือความเกลียดชัง








