"พรรคประชาชน" ชวนจับตา 22 ก.พ. เลือกตั้งใหม่บางหน่วย กกต. ใช้บัตรเดิมหรือไม่ ดักทางสั่ง กปน. ปิดบังบาร์โค้ด ชี้ มองคำว่าล้บไม่เหมือนคนอื่น จี้ เปิดรายงานคะแนนแบบ 5/11 ให้ ปชช.ตรวจสอบได้ง่าย ซัด กกต. อย่าสื่อสารทางเดียว ควรแถลงขจัดข้อสงสัยประชาชน จ่อยื่นเอาผิด ม.157 "กกต.-เลขาฯ" อาทิตย์หน้า
วันที่ 19 ก.พ.69 นายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน แถลงความคืบหน้าการตรวจสอบการจัดการเลือกตั้ง 2569 ของกกต. พร้อมร้องให้กกต. ตอบคำถามพี่น้องประชาชนให้สิ้นข้อสงสัย
โดยนายพริษฐ์ กล่าวว่า กรณีการตรวจสอบการเลือกตั้งปี 2569 และการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งจะต้องมีการจับตาการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ โดยจะต้องตรวจสอบว่าบัตรเลือกตั้งในวันนั้นจะมีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดหรือไม่ ซึ่งชัดเจนแล้วว่าบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งสีชมพูเป็นรหัสที่สามารถตรวจย้อนกลับไปได้ ว่าประชาชนกาให้กับใคร จึงเกิดการตั้งคำถามว่าการมีอยู่ของบาร์โค้ดจะเท่ากับการออกเสียงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ไม่ลับจริงหรือไม่ ซึ่งพรรคประชาชนมองว่าการนิยาม ว่าลับหรือไม่ลับเป็นการตั้งคำถาม ว่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้หรือไม่ ถ้าเกิดว่าการออกเสียงจะต้องเป็นความลับก็จะต้องตรวจสอบย้อนกลับไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเชิงทฤษฎีหรือปฏิบัติ
แต่ก็ยังมีอีกหนึ่งความเห็นที่มองไม่ตรงกับพรรคประชาชน คือทาง กกต. ที่มองคำนิยามของคำว่าลับ ถือว่าลับแม้จะตรวจสอบย้อนกลับไปได้ในทางทฤษฎี แบบตรวจสอบได้ยากหากย้อนไปในเชิงปฏิบัติ ซึ่งในนิยามกกต.วันที่ 8 กุมภาพันธ์ถือว่าเป็นการลงคะแนนแบบลับ เพราะ กกต. ยืนยันแล้วว่าเก็บรักษาบัตรไว้ในที่ปลอดภัย จึงอยากย้ำว่าแม้จะยอมรับคำนิยามตาม กกต. แต่การตรวจว่าใครกาให้กับใครไม่ได้ยากขนาดนั้น และไม่เกี่ยวข้องว่า กกต. เก็บบัตรเลือกตั้งไว้ปลอดภัยหรือไม่ เพราะมีกระบวนการตรวจสอบได้ว่าใครกาให้กับใคร โดยไม่จำเป็นต้องเข้าถึงบัตรเลือกตั้งที่ กกต. เก็บรักษาไว้
เช่น เดินเข้าไปในคูหาและจำเลขต้นขั้วไว้ พอนับคะแนน ก็สามารถถ่ายบัตรทุกใบ แล้วสแกน ดูบาร์โค้ดทีหลังได้ เพื่อดูว่าบุคคลนั้นเลือกพักที่ต้องการหรือไม่ และถ้า กกต.ยืนยันว่าบัตรเลือกตั้งของตัวเองไม่มีปัญหาวันที่ 22 นี้จะต้องใช้บัตรเลือกตั้งแบบเดิม และต้องจับตาตอนนับคะแนน ว่าจะไม่มีคำสั่งให้ กปน. ปิดบังบาร์โค้ด หรือทำอะไรที่แตกต่างจากวันที่ 8 กุมภาพันธ์
นายพริษฐ์ ยังกล่าวว่า ขณะนี้ กกต .ได้เปิดเผยผลนับคะแนนอย่างเป็นทางการทั้ง 400 เขตแล้วยกเว้นหน่วยที่มีการเลือกตั้งใหม่หรือนับใหม่ จากการตรวจสอบพรรคประชาชนจึงมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ 1. อยากให้ กกต. ยืนยัน ว่าปัจจุบันหากไม่นับหน่วยที่มีการเลือกตั้งใหม่หรือนับใหม่ มีการเปิดเผยเอกสารการรายงานผลคะแนน 5/18 ครบทุกหน่วยแล้วหรือยัง เพราะมีการร้องเรียนว่าบางหน่วยยังไม่มีเอกสารดังกล่าว
2. กกต. ควรเปิดเผยเอกสาร 5/18 ในรูปแบบที่สะดวกต่อประชาชนในการไปวิเคราะห์หรือตรวจสอบต่อได้ เพราะปัจจุบันการเผยแพร่ข้อมูลนี้อัพโหลดเป็นเพียงไฟล์ PDF หลายหน่วยเป็นการสแกนภาพ ทำให้ประชาชนตรวจสอบได้ยาก และเชื่อว่า กกต. มีข้อมูลแบบ Excel อยู่ในมือ
3. กกต. ควรเปิดเอกสาร 5/11 หรือใบคิดคะแนนรายหน่วย ให้ครบทุกหน่วยแม้กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่ถ้าเปิดเผยตรงนี้จะทำให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัยมากขึ้น เพราะเอกสารดังกล่าวประชาชนที่อยู่ในพื้นที่สามารถโต้แย้งได้ เพราะมีการพบว่าใบขีดคะแนน 5/11 มีตัวเลขที่ไม่ตรงกับเอกสาร 5/18
สำหรับกรณีการพบเอกสารการเลือกตั้งในบ่อขยะที่จังหวัดสมุทรปราการ โดยที่ กกต. ยืนยันว่า ไม่มีผลกระทบต่อการรายงานผลคะแนน และเป็นความชำรุดของอุปกรณ์เท่านั้น นายกิตติชัยระบุว่า ระเบียบกำหนดไว้ชัดว่า เอกสารหรืออุปกรณ์ต่างๆ ต้องเก็บไว้ในที่ปลอดภัย จะชำรุดหรือไม่ คือเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่ประเด็นคือไปปรากฏที่กองขยะได้อย่างไร โดยที่ไม่ได้อยู่ในจุดนับคะแนน กกต. จึงควรเร่งดำเนินการตรวจสอบ
ส่วนประเด็นเรื่องแบบ สส. 5/11 ซึ่ง กกต. ยืนยันว่า จะไม่ดำเนินการต่อนั้น นายกิตติชัยระบุว่า กกต. สามารถคลายข้อสงสัยได้ด้วยหลักฐานทุกอย่าง และยังเรียกร้องให้เปิดแบบ สส. 5/11 ของทุกเขต ซึ่งมีประชาชนที่เก็บได้บางส่วนจากที่หน้าหน่วยทยอยส่งมาให้พรรคประชาชน ขณะที่แบบ สส. 5/18 เอง ก็ยังเปิดไม่ครบในบางหน่วยเช่นเดียวกัน
นายพริษฐ์เสริมว่า แบบ สส. 5/11 ไม่ใช่เอกสารลับ และประชาชนมีสิทธิที่จะถ่ายภาพไว้ได้ แต่ ณ วันนับคะแนนอาจมีประชาชนไปถ่ายไว้ไม่ครบ แม้กฎหมายไม่ได้บังคับแต่ กกต. ก็สามารถเปิดเผยให้ประชาชนทราบได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมายอะไร
ขณะที่ความคืบหน้าในการฟ้อง กกต. ตามมาตรา 157 นั้น นายพริษฐ์ระบุว่า ความคืบหน้าล่าสุด นพ. วาโยอัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน กำลังทำคำฟ้องอยู่คาดว่าจะสามารถยื่นได้อย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า เนื่องจากมีข้อมูลหลายด้านเพิ่มขึ้นมา จึงต้องใช้เวลา
สำหรับเนื้อหาขอคำร้อง ม. 157 จะมีการแถลงในวันที่มีการยื่น แต่คงไม่พ้นประเด็นเรื่องบาร์โค้ดที่ทำให้การออกเสียงไม่ลับ คาบเกี่ยวกับที่มีหลายภาคส่วนดำเนินกระบวนการตรวจสอบเรื่องนี้ ย้ำว่าจุดมุ่งหมายหลักของพรรคประชาชน ไม่ใช่ว่าเราไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ แต่คือการปกป้องเสียงของประชาชน และให้เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องรับผิดรับผิดชอบ เพื่อตรวจสอบว่าเป็นความบกพร่องโดยสุจริต หรือจงใจทุจริตในระบบดังกล่าว จึงตัดสินใจใช้กลไกมาตรา 157
ส่วนการให้ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมาย เช่น นายวิษณุ เครืองาม ที่มองว่า หากพิสูจน์แล้วว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ จะถือว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะทันที นายพริษฐ์กล่าวว่า ปัจจุบันการให้ความเห็นว่าลับหรือไม่ลับ สำหรับพรรคประชาชนมองว่า การออกเสียงโดยลับคือ ต้องไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ว่า ใครกาให้ใคร ไม่ว่าในทางทฤษฎีหรือทางปฏิบัติ อุปกรณ์ทุกส่วนต้องไม่สามารถมีกลไกที่สามารถเช็คได้ว่าบุคคลใดกาให้กับใคร เมื่อนิยามเช่นนี้ ก็สอดคล้องกับบุคลากรจากหลายฝ่ายทางการเมือง จึงชัดเจนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ลับ ส่วนที่มีภาคประชาชนไปยื่นกับช่องทางอื่นและจะมีผลอย่างไร ถือเป็นอีกประเด็นหนึ่ง
ขณะที่ กกต. แย้งว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอยืนยันว่า การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ นายพริษฐ์กล่าวว่า กกต. นิยามคำว่าลับ ไม่เหมือนกับกลุ่มคนส่วนหนึ่ง เพราะในมุมมองของประชาชนและนักกฎหมายส่วนหนึ่งมองว่า แค่ตรวจสอบได้ในเชิงทฤษฎีถือว่าไม่ลับไปแล้ว ไม่ต้องตรวจสอบอะไรเพิ่ม แต่ กกต. ไปนิยามว่า ต้องดูความยากง่ายในการเข้าถึงข้อมูล คำตอบแรกคือ นิยามคำว่าลับแบบไหน ถ้านิยามแบบพรรคประชาชนคือจบแล้วว่าไม่ลับ แต่ถ้านิยามแบบ กกต. ตนก็ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า แม้ไม่ได้เข้าถึงตัวบัตร ก็มีกระบวนการที่สามารถใช้ช่องโหว่ในการตรวจสอบได้ว่าใครกาให้กับใคร
"วันที่ 22 กุมภาพันธ์ นี้ เชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันสังเกตการณ์ หาก กกต. ยืนยันว่า 8 กุมภาพันธ์ไม่มีปัญหา ก็ต้องใช้แนวทางเดิมในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ คือต้องใช้บัตรที่มีบาร์โค้ดเหมือนกัน แต่หากวันที่ 22 กุมภาพันธ์มีการเปลี่ยนแนวทาง ก็เท่ากับ กกต. ยอมรับว่า การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์มีปัญหา" นายพริษฐ์กล่าว
ส่วนที่มีการเปรียบเทียบการทำงานของ กกต. ในการเลือกตั้งปี 2566 กับการเลือกตั้งปี 2569 นั้น นายพริษฐ์ระบุว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของ กกต. มีส่วนสำคัญในความเข้าใจของประชาชนว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมามีความโปร่งใสและได้รวบรวมเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแม่นยำจริงๆ หาก กกต. ต้องการให้องค์กรของตนเองมีภาพลักษณ์ที่ดีกว่านี้ ควรเริ่มต้นจากการชี้แจงให้สิ้นสงสัย เพียงออกเอกสารข่าวอาจไม่เพียงพอ แต่ควรมีการแถลงข่าวอย่างเป็นระยะ เพื่อขยายความหรือขจัดข้อสงสัยที่ยังมีอยู่
"ในภาพรวม ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ออกแบบให้องค์กรอิสระเป็นอิสระจากประชาชน ประชาชนไม่มีสิทธิประเมินการทำงานหรือริเริ่มการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนองค์กรอิสระได้เหมือนในอดีต พรรคประชาชนจึงตั้งใจว่า หากสภาฯ เปิดทำการ ก็จะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราเพื่อคืนสิทธิให้กับประชาชน เพื่อเข้าชื่อริเริ่มกระบวนการถอดถอนองค์กรอิสระที่ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบได้ ซึ่งเป็นสิทธิที่ประชาชนเคยมี แต่ถูกลิดรอนไปในรัฐธรรมนูญปี 2560" นายพริษฐ์กล่าว
สำหรับกรณีที่ น.ส.สฤณี อาชวนันทกุล นักวิชาการอิสระ เปิดเผยว่ามีบัตรเขย่ง 3 แสนกว่าใบนั้น นายพริษฐ์ชี้ว่า น.ส. สฤณีอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ของ กกต. ซึ่ง กกต. เองก็ยอมรับว่า อ้างอิงได้ยาก และอาจมีความคลาดเคลื่อน แต่หากเราต้องการมีฐานข้อมูลที่พิสูจน์ได้อย่างสิ้นข้อสงสัยว่า จำนวนบัตรเขย่งเป็นเพราะความคลาดเคลื่อนของการรายงานผล หรือเป็นบัตรเขย่งจริงๆ ในแต่ละเขต กกต. สามารถเปิดเผยแบบ สส. 5/11 รายหน่วยได้ทันที เพื่อนำมาตรวจสอบความคลาดเคลื่อนต่อไปได้







