การเมืองทั่วไป

“อลงกรณ์” เตือนไทยใกล้รัฐล้มเหลว ชูการเมืองสุจริต ปราบคอรัปชั่น-ทุนเทา คือทางรอดประเทศ

แชร์ข่าว

"อลงกรณ์" ชี้ไทยเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ เสี่ยงเข้าสู่ภาวะรัฐที่ล้มเหลว เสนอใช้การเมืองสุจริต ปราบคอรัปชั่นและทุนเทา ปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ยกเครื่องเศรษฐกิจใหม่ เพื่อพาไทยฝ่าวิกฤติและฟื้นความเชื่อมั่น

วันที่ 6 ก.พ.69 นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. (FKII) และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤตครั้งใหญ่ โดยระบุว่า ในปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้เผชิญเพียงแค่ปัญหาภายในประเทศหรือความผันผวนจากต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังต้องรับมือกับโจทย์อนาคตที่ท้าทาย ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว เทคโนโลยีดิสรัปชั่น การกีดกันทางการค้า และวิกฤตโลกร้อนที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้สะท้อนผ่านขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ถดถอยลงอย่างน่าตกใจ โดยในปี 2568 อันดับความสามารถของไทยร่วงลงถึง 5 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 30 จาก 67 เขตเศรษฐกิจทั่วโลกตามการจัดอันดับของไอเอ็มดี (IMD) ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากประสิทธิภาพภาครัฐที่ลดลง โครงสร้างเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และความไม่ต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาล จนทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่า 2% รั้งท้ายกลุ่มประเทศอาเซียนในปัจจุบัน

สถานการณ์ดังกล่าวนำมาซึ่งวิกฤตทางการเงินที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เมื่อรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายส่งผลให้หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงถึง 16 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 90% ของจีดีพี ในขณะที่หนี้สาธารณะเองก็ขยับขึ้นไปถึง 12 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มจะแตะระดับ 70% ในปีงบประมาณหน้า ความเปราะบางนี้สะท้อนผ่านการที่ภาครัฐต้องกู้เงินเพื่อปิดงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องมายาวนานถึง 19 ปี โดยเฉพาะในปีงบประมาณปัจจุบันที่มีการกู้ชดเชยสูงถึง 860,000 ล้านบาท ท่ามกลางวิกฤตการคอร์รัปชันที่กัดกินประเทศอย่างรุนแรง ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ รวมถึงความฉ้อฉลในตลาดหลักทรัพย์และภาคธุรกิจรายใหญ่ ซึ่งสร้างความเสียหายรวมกว่า 500,000 ล้านบาทต่อปี ซ้ำเติมด้วยการปล่อยให้สินค้าต่างประเทศทะลักเข้ามาทำลายผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) และอุตสาหกรรมไทยจนยับเยิน ผสมโรงด้วยปัญหาทุนเทา สแกมเมอร์ และการฟอกเงิน จนภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด

นายอลงกรณ์ ยังได้ส่งสัญญาณเตือนภัยถึง 5 สัญญาณอันตรายที่อาจนำพาประเทศไทยไปสู่สภาวะ "รัฐล้มเหลว" หรือ Failed State หากไม่มีการเริ่มนับหนึ่งในการแก้ไขอย่างจริงจัง เริ่มตั้งแต่การที่ทุนเทาเข้าครอบงำระบบราชการและกระบวนการยุติธรรม การบังคับใช้กฎหมายที่เป็นสองมาตรฐานจนทำลายหลักนิติธรรม การที่สังคมและภาคธุรกิจกว่า 60% จำยอมต้องจ่ายสินบนเพื่อความอยู่รอด ความเหลื่อมล้ำที่พุ่งสูงขึ้นจากการที่งบพัฒนาหายไปกับการทุจริต และสุดท้ายคือระบบตรวจสอบที่เป็นอัมพาตจากการถูกแทรกแซงโดยอำนาจทางการเมือง ซึ่งหากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไม่เร่งแก้ไขด้วย "แนวทางการเมืองสุจริต" และการนำเทคโนโลยีเอไอ (AI) มาใช้เป็นเครื่องมือในการปราบปรามการทุจริตอย่างเฉียบขาด ประเทศไทยอาจยากที่จะเยียวยาได้ในอนาคต

ทางออกสำคัญที่ นายอลงกรณ์ เสนอคือการปฏิรูปยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้ที่ระดับ 5% ผ่านการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Engines of Growth) ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจสูงวัย และเศรษฐกิจภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับการทำ "กฎหมายกิโยติน" เพื่อยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าหลังที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการทำธุรกิจ โดยกุญแจสำคัญที่จะตัดสินชะตาประเทศคือการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนว่าประชาชนจะเลือกกลับไปสู่อดีตที่มืดมนหรือก้าวไปสู่อนาคตที่ดีกว่า ด้วยการเลือกผู้แทนและรัฐบาลที่มีความซื่อสัตย์สุจริต มีวิสัยทัศน์ก้าวหน้า เพื่อเข้ามาฟื้นฟูความเชื่อมั่นและนำพาประเทศไทยให้ออกจากวิกฤตที่ฝังรากลึกอยู่ในขณะนี้ได้อย่างยั่งยืน