วันที่ 5 ก.พ.69 รองผู้การตู่ พ.อ.ปฐมพล วงพิเดช รองผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจตาพระยา ชี้แจงถึงสถานการณ์ในพื้นที่ตาพระยา ว่า พบการลักลอบรุกล้ำ โดยใช้ชาวบ้านและกำลังในลักษณะพลเรือนเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ พร้อมขุดหลุมตั้งรับตลอดแนวถนน K 5 รวมถึงการใช้สิ่งปลูกสร้างเป็นฐานปฏิบัติการ โดยพบการรุกล้ำรวมกว่า 389 หลังคาเรือน ซึ่งฝ่ายไทยได้ดำเนินการรื้อถอนและเคลียร์พื้นที่จนแล้วเสร็จ
ปัจจุบันสามารถสถาปนาแนวตั้งรับและควบคุมพื้นที่ได้อย่างมั่นคง เป็นวันที่ 56 นับตั้งแต่เข้าควบคุมพื้นที่เมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา
นอกจากนี้ พบว่า กำลังพลของฝ่ายกัมพูชา แฝงตัวเป็นประชาชนบริเวณถนน K5 แต่งกายพลเรือน
ส่วนสถานการณ์โดยรวม ยังคงต้องมีการเก็บกู้วัตถุระเบิดทั้งที่ประชาชนซึ่งกลับเข้ามาในพื้นที่ที่พบเจอ ทั้งระเบิดแสวงเครื่อง ทุ่นระเบิดเก่าและใหม่ โดยจะมีการรวบรวมวัตถุระเบิดที่พบเพื่อนำไปแยกว่า ส่วนไหนที่สามารถทำลายทิ้งได้เลย และส่วนไหนที่จะต้องนำไปทำลายนอกสถานที่ โดยขณะนี้ยังพบอยู่ทุกวัน
พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า กองทัพบกยังคงควบคุมพื้นที่อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ
พร้อมย้ำว่าข้อมูลด้านการข่าวพบว่า การเคลื่อนไหวบางส่วนไม่ใช่ประชาชนทั่วไป แต่เป็นกำลังของทหารหรือเจ้าหน้าที่กัมพูชาที่แฝงตัวมาในลักษณะพลเรือน
ปัจจุบันฝ่ายไทยสามารถควบคุมพื้นที่สำคัญได้ทั้งหมด โดยเฉพาะจุดที่เคยใช้เป็นพื้นที่คุกคามหรือใช้อาวุธทำร้ายกำลังพลและประชาชน
พร้อมยืนยันว่าการปฏิบัติเป็นไปตามกรอบกติกาสากลและข้อตกลงระหว่างประเทศ และยังใช้กลไกการประชุมในระดับพื้นที่และระดับภูมิภาค หรืออาร์บีซี (RBC) อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ กองทัพบกยืนยันว่า ยังไม่มีการเพิ่มกำลัง ใช้กำลังเท่าเดิม เน้นการเสริมความมั่นคงของแนวตั้งรับ การเฝ้าระวัง และป้องกันการยั่วยุ โดยหลีกเลี่ยงการใช้อาวุธ พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่







