“พรรคประชาชน” ถูกจัดให้อยู่ในฐานะ พรรคว่าที่ “อันดับ 1” จากโพลสำนักต่างๆ ก่อนหน้านี้ ที่โพลจะยุติการนำเสนอผลการสำรวจตามกฎหมายเลือกตั้งกำหนด
แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับพรรคประชาชน นอกจากจะเต็มไปด้วยดรามาสารพัดเรื่อง ยังกลายเป็นว่า มีหลายประเด็นที่สะท้อนว่า พรรคประชาชน ไม่ต่างจากคนที่ตกอยู่ในวงล้อม แม้จะเป็นการทำตัวเอง ในหลายเรื่องก็ตาม
การเลือกตั้งรอบนี้ กระแสรักชาติ รักทหาร ถูกปลุกขึ้นมา โดยสอดรับกับสถานการณ์การปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชา ชายแดน6จังหวัดตั้งแต่ปลายปี 2568 และยังถูกจับตาว่า อาจมีปะทะ “รอบที่ 3”
ยิ่งทำให้พรรคประชาชน ถูกกดดันจากสิ่งที่ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เคยพูดเอาไว้ วาทกรรมที่ถูกโจมตีว่า “ไม่สร้างสรรค์” ทั้ง “มีทหารเอาไว้ ทำไม” และ “รบกับใครก็แพ้”
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกฯของพรรคประชาชน ต้องมารับแรงกดดัน ทั้งที่เขาเองไม่ใช่เจ้าของวาทกรรมนี้ ทำให้เสียเวลาและเสียรังวัดไม่น้อย
เท้ง ณัฐพงษ์ จึงดูเหมือนเป็นหัวหน้าพรรคส้ม เจนเนอร์เรชั่นที่ 3 ซึ่งต้องทำงานหนักเพื่อพาพรรคให้กลับไปสู่จุดที่เคยพีคมาก่อน และแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
ขณะที่ “คู่แข่ง” คือ พรรคภูมิใจไทย ถูกจัดให้เป็นตัวแทนของพรรคฝั่งอนุรักษ์นิยม และถูกโจมตีว่า “โหน” ทั้งกองทัพ และกระแสรักชาติ แต่สิ่งเหล่านี้ สำหรับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ดูจะรับมือได้ดีกว่า โดยมองข้ามเสียงวิจารณ์ แล้วเลือกที่จะลงพื้นที่ไปพบปะ ให้กำลังใจกำลังพลแทน
อย่างไรก็ดี พรรคประชาชน ยังไม่เพียงแต่จะต้องฝ่ากระแส รักชาติ และชังชาติ เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียง ก่อนเข้าสู่โค้งสุดท้ายกันจริงๆ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้เท่านั้น แต่ประเด็นที่พรรคประชาชน กำลังเผชิญหน้าอยู่ นั่นคือการโยนประเด็นร้อนที่อาจทำให้พรรคประชาชน ต้องถอยห่างออกไปจากเป้าหมาย นั่นคือการชนะแบบแลนด์สไลด์ กวาด 250 สส.เข้าสภาฯ
เมื่อมีการตั้งข้อสังเกตว่า แม้พรรคประชาชน จะได้สส.เป็นอันดับ 1 แต่ก็จะไม่สามารถเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลได้อยู่ดี !!
จะด้วยเพราะ ยากที่จะหา “พันธมิตร” ทางการเมือง หรือด้วย “คดี44 อดีตสส.ก้าวไกล” ยังรออยู่ข้างหน้า อย่าลืมว่า แคนดิเดตนายกฯ 2 คนของพรรค ทั้งเท้ง ณัฐพงษ์ และ ศิริกัญญา ตันสกุล คือผู้ที่มีชื่ออยู่ในกลุ่ม 25 สส.ที่ถูกประเมินว่า อาจจะต้องหลุดจากเก้าอี้ เมื่อคณะกรรมการป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด แล้วส่งเรื่องไปยัง ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วินิจฉัย ซึ่งอาจนำไปสู่โทษตัดสิทธิทางการเมืองยาวนาน กี่ปียังต้องรอลุ้น หรือถึงขั้นตลอดชีวิต
วันนี้ป.ป.ช.ยังไม่มีการชี้มูล กรณีดังกล่าวออกมา แต่เมื่อ “แม่ทัพ” ของพรรค และยังเป็นแคนดิเดตนายกฯ อย่าง ณัฐพงษ์ มี “ชนัก” ติดหลังอยู่เช่นนี้ จึงกลายเป็นเป้าที่ถูกลดทอน ว่าหากเลือกเข้าไปแล้ว จะได้เป็นนายกฯหรือไม่
ทว่ายังมีอีกมุมที่ไม่อาจมองข้าม นั่นคือจากประเด็นเดียวกันนี้ จะสามารถกลายเป็น “บูมเมอแรง” ให้เกิด “แรงเหวี่ยง” กลับไปปลุกเร้าให้กองเชียร์ยิ่งต้องออกมาลงคะแนนเลือกส้ม ให้ถล่มทลาย แล้วใช้ “ชัยชนะ” กดดันกลับไปยัง “ฝั่งตรงข้าม” แทน








