3 กุมภาพันธ์ 2569 กรุงเทพฯ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 เปิดเผยถึงจุดยืนในการลงประชามติแก้ไขจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยระบุว่าตนเองจะลงคะแนนไม่เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื่องจากมองว่ากระบวนการที่กำลังดำเนินอยู่เปรียบเสมือนการเขียน "เช็คเปล่า" โดยนายอรรถวิชช์ชี้แจงว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้วางแนววินิจฉัยไว้ว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับต้องทำประชามติถึง 3 รอบ ซึ่งต้องใช้ยอดเงินงบประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยรอบแรกเป็นการถามความเห็นว่าต้องการฉบับใหม่หรือไม่ รอบที่ 2 เป็นการถามเรื่องวิธีการและไส้ใน และรอบที่ 3 คือการลงมติเห็นชอบทั้งเล่ม
โดยศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าสามารถทำประชามติครั้งที่ 1 และ 2 รวมกันได้ คือถามความเห็นประชาชนว่า "ต้องการแก้หรือไม่และแก้ตรงไหนอย่างไรบ้าง" แต่คำถามที่พรรคภูมิใจไทยและคณะรัฐมนตรีส่งไปให้พรรคการเมืองและ กกต. นั้น กลับถามเพียงว่าจะเอาฉบับใหม่หรือไม่ โดยไม่มีการระบุรายละเอียดหรือวิธีการแก้ไขที่ชัดเจนให้ประชาชนเห็นล่วงหน้า ซึ่งถือเป็นการข้ามขั้นตอนที่ศาลเปิดช่องไว้ให้ทำร่วมกันได้ และยังไม่มีการถามถึงประเด็นสำคัญ เช่น โครงสร้างของศาลรัฐธรรมนูญจะคงไว้ที่ 9 คนลงเสียงข้างมากหรือไม่ หรือจะเปลี่ยนไปใช้ระบบศาลฎีกาแทน
นอกจากนี้ นายอรรถวิชช์ยังแสดงความกังวลถึงผลกระทบทางกฎหมายที่จะตามมาหากมีการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ทิ้งแล้วเริ่มใหม่ทั้งหมด โดยระบุว่าอาจกลายเป็นการล้างความผิดให้กับนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ์ไปก่อนหน้านี้
"ถ้าฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ทิ้ง แล้วขึ้นเล่มใหม่เป็นฉบับปี 2570 บรรดาคนที่ติดคดีหรือถูกตัดสิทธิ์เรื่องคุณสมบัติและจริยธรรมต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญฉบับเดิมที่แต่ละพรรคใหญ่โดนกันไป จะสามารถฟื้นคืนชีพกลับมาได้หมด เพราะความผิดที่บัญญัติไว้มันสิ้นสุดลงไปพร้อมกับรัฐธรรมนูญฉบับเดิม
ผมเคยตั้งคำถามบนเวทีดีเบตต่อหน้าพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนว่า ถ้าจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่าให้มีผลเป็นการนิรโทษกรรมหรือฟื้นคืนชีพสิทธิ์ให้กับคนที่ถูกตัดสิทธิ์ไปแล้วตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้ไหม ซึ่งตอนนั้นมีเพียงผมที่ยกมือยอมรับ แต่ทางตัวแทนอีกสองพรรคไม่เอา ผมถึงบอกว่าเขาตกลงอะไรกัน และเหตุสำคัญว่าทำไมพรรคประชาชนถึงไม่ยอมเป็นคณะรัฐมนตรี แต่ยอมเป็นฝ่ายค้าน หรือฝ่ายค้ำแทน"
ในส่วนข้อเสนอจากพรรคประชาธิปัตย์และหลายพรรคที่ระบุว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 นั้น นายอรรถวิชช์ตั้งข้อสังเกตว่าการคุ้มครองพระราชอำนาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่หมวด 2 ที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งองคมนตรีหรือรัชทายาทเท่านั้น แต่พระราชอำนาจที่ยึดโยงกับอำนาจอธิปไตยยังปรากฏอยู่ในหมวดอื่น ๆ เช่น พระราชอำนาจในการยับยั้งกฎหมาย (Veto) ซึ่งหากทรงใช้สิทธิ์ยับยั้ง สภาจะต้องลงมติใหม่ด้วยคะแนนเสียงถึง 2 ใน 3 ถึงจะผ่านกฎหมายได้ รวมถึงพระราชอำนาจในการแต่งตั้งทหาร และการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงอย่างปลัดกระทรวงและอธิบดีที่ต้องมีการทูลเกล้าฯ ทั้งหมด ซึ่งประเด็นเหล่านี้ตนเคยไล่ถามบนเวทีดีเบตแต่กลับไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากนักการเมืองท่านอื่น
"มีคนบอกว่าอย่าเอาประเด็นนี้มาหาเสียง ผมไม่ได้เอาประเด็นนี้มาหาเสียง ผมไม่ได้บอกว่าให้เลือกผมเพราะประเด็นพวกนี้ แต่ผมถามว่าจะเอายังไง เพราะเป็นการทำฉันทามติร่วมกัน ผมไม่เข้าใจว่าพรรคการเมืองที่บอกว่าเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ปกป้องหมวด 1 และหมวด 2 คืออะไรกันแน่ เพราะพระราชอำนาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหมวด 2"
นายอรรถวิชช์ยืนยันว่าสิ่งที่ตนพูดเรื่องพระราชอำนาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหมวด 2 เป็นเรื่องเดียวกับที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เคยระบุไว้ และตนขอยืนหยัดในความตรงไปตรงมาตามสโลแกนพรรคคือ เบอร์ 6 ไม่โกหก เพื่อรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง







