วันที่ 1 ก.พ.69 กรุงเทพฯ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ภายใต้แนวคิด "เด็ดขาด แก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ" ณ ตลาดคงอุดม (ชุมทางสยามยิปซี) โดยได้เริ่มต้นด้วยการรำลึกความหลังเมื่อ 19 ปีที่แล้วในฐานะอดีต สส. เขตบางซื่อ ซึ่งมีความผูกพันกับตระกูลคงอุดมมาอย่างยาวนาน
นายอรรถวิชช์ ระบุถึงเหตุผลที่ตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติว่ามาจากความศรัทธาในตัวนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค แม้ในอดีตตนเองจะเป็นคนที่วิพากษ์วิจารณ์กระทรวงพลังงานอย่างหนักที่สุด แต่เมื่อนายพีระพันธุ์ เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กลับสามารถรื้อนโยบายและทำสิ่งที่สวนทางกับอดีตรัฐมนตรีคนก่อนหน้าแบบ 100% เต็ม เพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยไม่หวังตำแหน่งหรือเงินเดือน
นายอรรถวิชช์ ได้เผยให้เห็นถึงผลงานรูปธรรมด้านพลังงานที่เกิดขึ้นภายใต้การนำของนายพีระพันธุ์ โดยระบุว่ามีการตรวจสอบตัวเลขต้นทุนทุก 4 เดือน และพบเงินที่กองอยู่ในคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานเป็นหมื่นล้านบาท ซึ่งเดิมอ้างว่าจะนำไปอุดหนุนโรงไฟฟ้าทางไกล ทั้งที่มีการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคดูแลอยู่แล้ว จึงได้นำเงินส่วนนั้นมาลดค่าไฟฟ้าให้ประชาชน โดยนายอรรถวิชช์ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า
"คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานเอาเงินไปกองไว้เป็นหมื่นล้านบาท อ้างว่าจะไปอุดหนุนโรงไฟฟ้าที่ห่างไกล ทั้งที่ความจริงมีการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคดูแลอยู่แล้ว คุณพีระพันธุ์เลยเอาเงินก้อนนั้นมาลดค่าไฟให้ประชาชน แคะตัวเลขทุก 4 เดือน แม้ในโซเชียลจะบอกว่าลดแค่ไม่กี่สตางค์ แต่อยากให้ดูผลลัพธ์ว่าตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เราลดค่าไฟไปได้ถึง 76 สตางค์ หรือคิดเป็น 16%
ซึ่งไม่เคยมีรัฐมนตรีคนไหนทำได้มาก่อน ในประเทศนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตผลิตไฟเพียง 29% อีก 71% เป็นของเอกชน การที่ค่าไฟลดลงหมายความว่าคุณพีระพันธุ์ทำให้กำไรของเอกชนน้อยลงอย่างมหาศาล เพื่อประหยัดเงินให้พี่น้องประชาชนได้สูงถึง 270,000 ล้านบาทภายในปีเดียว"
นอกจากนี้ นายอรรถวิชช์ ยังได้ย้ำถึงความเด็ดขาดของนายพีระพันธุ์ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ ทั้งการทำให้รัฐกลับมาชนะคดีโฮปเวลล์ ประหยัดค่าโง่ไปได้ 25,000 ล้านบาท การทำแผนฟื้นฟูการบินไทยจนกลับมามีกำไร และการชนะคดีเหมืองทองอัคราที่ช่วยเซฟเงินหลวงไปได้อีก 25,000 ล้านบาท
สำหรับนโยบายด้านความมั่นคง นายอรรถวิชช์ชี้ว่าความเด็ดขาดเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเรื่อง MOU 43 และ MOU 44 ซึ่งพรรครวมไทยสร้างชาติเสนอให้ยกเลิกเพื่อให้สามารถสร้างรั้วชายแดนในจุดที่ไทยได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ได้ เนื่องจากปัจจุบันกัมพูชายังถือแผนที่สัดส่วน 1:200,000 ขณะที่ไทยใช้ 1:50,000 หากไม่ยกเลิก MOU ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเขตแดนให้จบสิ้นได้ รวมถึงนโยบายการเกณฑ์ทหารที่เสนอให้ใช้ระบบสมัครใจพร้อมค่าตอบแทน 30,000 บาท ซึ่งคำนวณแล้วใช้เงินเพียง 2,400 ล้านบาทต่อปีสำหรับทหาร 80,000 นาย ซึ่งน้อยกว่างบประมาณจัดแข่งรถ MotoGP ในบางจังหวัดเสียอีก
ในด้านเศรษฐกิจ นายอรรถวิชช์ได้ชูประเด็นการรื้อระบบ "เครดิตบูโร" เพื่อช่วยเหลือประชาชน 5 ล้านคนที่ติดสถานะหนี้เสีย โดยระบุว่าปัจจุบันระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรปีละนับแสนล้านบาท แต่กลับใช้ระบบที่แช่แข็งลูกหนี้ไว้นานถึง 36 เดือนแม้จะจ่ายหนี้ครบแล้ว
"ประเทศเราอยู่ใน 10 อันดับที่มีหนี้ครัวเรือนมากที่สุดในโลก แต่ระบบเครดิตบูโรของเรากลับทำโทษคนนานเกินไป ผิดนัดงวดเดียวแต่ถูกบันทึกประวัติไว้อีก 3 ปี ทำให้คน 5 ล้านคนเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน กู้เงินในระบบไม่ได้ แม้รัฐบาลจะบอกว่ามีซอฟต์โลนดอกเบี้ยต่ำ แต่ถ้าติดเครดิตบูโรเขาก็ไม่ให้กู้ พรรครวมไทยสร้างชาติมีกฎหมายค้างอยู่ในสภาเรียบร้อยแล้ว
ถ้าเราได้กลับมา เราจะจัดการให้ใครที่จ่ายปิดบัญชีแล้ว ต้องลบประวัติทันทีเพื่อให้เขากลับมาเริ่มต้นใหม่ได้ ไม่ต้องไปกู้นอกระบบที่ดอกเบี้ยแพง นี่คือการแก้ปัญหาที่รากเหง้าโดยการชนกับทุนธนาคารเพื่อช่วยรายย่อย"
นายอรรถวิชช์ ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ โดยเตือนให้ประชาชนระวังการลงประชามติที่อาจเป็น "เช็คเปล่า" เนื่องจากมีความพยายามที่จะฉีกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งต้องใช้เงินทำประชามติถึง 3 รอบ รวมงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท ตนตั้งข้อสังเกตถึงพรรคการเมืองอื่นที่พยายามหลีกเลี่ยงการตอบคำถามเรื่องพระราชอำนาจที่อยู่นอกเหนือหมวด 1 และหมวด 2 เช่น พระราชอำนาจในการยับยั้งกฎหมาย (Veto) หรือการแต่งตั้งข้าราชการและทหาร ซึ่งยึดโยงกับความมั่นคงและระบบราชการพลเรือน
โดยนายอรรถวิชช์ ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญสามารถแก้ได้เป็นรายมาตราผ่านรัฐสภาและทำประชามติเพียงครั้งเดียวเพื่อประหยัดงบประมาณ พร้อมทิ้งท้ายให้ประชาชนเลือกผู้นำที่มีความเด็ดขาดและเดินเป็นเส้นตรงอย่างนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พรรครวมไทยสร้างชาติ เบอร์ 6








