เสียงเรียกร้องและแรงกดดันพุ่งไปที่รัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” ทั้งจากพี่น้องประชาชน เกษตรกร และฝ่ายค้าน ให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาภาวะวิกฤตพลังงาน ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "วันนี้ ยังไม่ต้องการที่จะรวย แต่ขอให้ได้เติมน้ำมันก่อน"
“สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” สัมภาษณ์พิเศษ “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ถึงปัญหาวิกฤตพลังงาน ที่เกิดขึ้นและทางออก รายการออกอากาศทางช่องยูทูบ Siamrathonline เมื่อวันที่25 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา มีสาระที่น่าสนใจดังนี้
-สถานการณ์วิกฤตพลังงานในปัจจุบัน รัฐบาลฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินแล้ว ประเทศไทยเข้าข่ายวิกฤตขนาดไหน และทำไมประชาชนถึงดูเครียดหนักกว่านายกรัฐมนตรีที่ออกมาบอกว่ารัฐบาลก็เครียดเหมือนกัน
ความจริงประเทศไทยโชคดีที่มี พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันสภาวะการขาดแคลนน้ำมัน ปี 2516 มาตั้งแต่ยุคอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการสั่งห้ามจำหน่าย ห้ามส่งออก หรือกำหนดกระบวนการจำหน่ายได้ทั้งหมด
แต่ปัจจุบันรัฐบาลกลับใช้กฎหมายนี้เพียงท่อนเดียวคือการห้ามส่งออก ยกเว้นพม่าและลาว ทั้งที่ควรใช้สั่งตรึงราคาน้ำมันโดยไม่ต้องมีการชดเชย เพราะน้ำมันในสต็อกปัจจุบันคือสต็อกเก่า ต้นทุนเดิม ค่าระวางเรือเดิม ทุกอย่างอยู่ในประเทศอยู่แล้ว แต่รัฐบาลยังคงใช้กลไกตลาดเสรีและกองทุนน้ำมันแบบเดิม ซึ่งจะทำให้กองทุนน้ำมันแบกรับภาระไม่ไหวเพราะกลไกราคาผิดเพี้ยนไปแล้ว
-รัฐบาลเลิกตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ 33 บาท และปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ประชาชนกังวลว่าราคาจะพุ่งไปถึง 50 บาท ซึ่งจะกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหมด มีคำอธิบายเรื่องโครงสร้างราคาและแนวทางแก้ไขอย่างไร
ต้องเข้าใจพื้นฐานก่อนว่า เนื้อน้ำมันดีเซลล้วน ๆ ปัจจุบันอยู่ที่ 48 บาท รัฐบาลอุดหนุนอยู่ 24 บาท (ครึ่งหนึ่งของราคาเนื้อน้ำมัน) ทำให้เหลือ 24 บาท แต่ที่หน้าปั๊มขาย 33 บาท เพราะมีภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และกองทุนต่าง ๆ รวมอีกประมาณ 9 บาท
การที่รัฐบาลบอกจะปล่อยลอยตัว ผมตีความว่าเขาอาจจะยังตรึงส่วนที่ช่วย 24 บาทไว้เท่าเดิม แต่ปล่อยให้ราคา 48 บาทจากโรงกลั่นขยับขึ้นลงตามจริง ซึ่งถ้ามันพุ่งไปถึง 60 บาท ราคาปลายทางก็จะสูงขึ้นมาก
ผมเสนอว่าอย่าทำแบบนั้น ให้ใช้ พ.ร.ก. ปี 2516 สั่งตรึงราคาโดยไม่ชดเชยกับน้ำมันสต็อกเก่า ส่วนเงินกองทุนน้ำมันควรเก็บไว้ใช้อุดหนุนเฉพาะน้ำมันสต็อกใหม่ที่จะเข้ามาในอนาคต หากเกิดวิกฤตที่ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักจากซาอุดิอาระเบียและยูเออีจนเราต้องเปลี่ยนไปซื้อน้ำมันที่แพงกว่าจากที่อื่น เช่น รัสเซีย
-นายกรัฐมนตรียืนยันว่าน้ำมันในประเทศมีเพียงพอ แต่ทำไมประชาชนยังต้องเผชิญกับปัญหาน้ำมันขาดแคลนหน้าปั๊ม และมีการจำกัดการเติมเพียง 500 บาท
ประเทศไทยมีศักยภาพการกลั่นน้ำมันสูงมากร่วมกับสิงคโปร์ โดยกลั่นได้วันละประมาณ 1 ล้านบาร์เรล หรือ 159 ล้านลิตร น้ำมันจึงมีเพียงพอแน่นอน
แต่ปัญหาคือ "โรงกลั่นกั๊กของ" เพราะเขารู้ล่วงหน้าว่ารัฐบาลจะปรับราคาชดเชย จึงเก็บสต็อกไว้ขายในวันที่ได้ราคาดีกว่า นอกจากนี้ยังเกิด "โครงสร้าง 2 ราคา" คือราคาขายปลีกหน้าปั๊มประมาณ 30 กว่าบาท แต่ราคาขายส่งที่โรงกลั่นหรือคลังกลับพุ่งสูงถึง 40-50 บาทตามราคาสิงคโปร์ ทำให้โรงกลั่นเทน้ำมันไปขายส่งให้ภาคอุตสาหกรรม เหมือง ท่าเรือ หรือบริษัทขุดเจาะที่ยอมสู้ราคาได้มากกว่า และลดโควต้าน้ำมันของปั๊มแฟรนไชส์ลง
ส่วนการจำกัดการเติม 500 บาท เป็นกติกาที่ปั๊มตั้งขึ้นเอง ซึ่งยิ่งทำให้ประชาชนตื่นตระหนกและแห่กันไปเติม รัฐบาลควรสั่งให้เลิกจำกัดการเติมและสั่งฟิกราคาโดยไม่ชดเชยเพื่อหยุดการตุนน้ำมันทันที
-ทำไมรัฐบาลถึงดูเหมือนไม่สามารถควบคุมโรงกลั่นน้ำมันได้ และมีความเห็นอย่างไรต่อบทบาทของกระทรวงพลังงานและ ปตท. ในขณะนี้
โรงกลั่น 6 โรงในไทยไม่ใช่ตลาดเสรีแต่เป็นลักษณะผูกขาด และมีกลไกที่รัฐเข้าไปอุ้มโดยธรรมชาติผ่านกองทุนน้ำมันเพื่อป้องกันไม่ให้เขาล้มจนกระทบเศรษฐกิจ ผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงพลังงาน ทั้งรัฐมนตรีและปลัดกระทรวง ส่วนใหญ่มาจากสาย ปตท. ซึ่งมักจะคิดในกรอบตลาดเสรี แต่ในสภาวะวิกฤตจะใช้แนวคิดเดิมไม่ได้
ปตท. มีรัฐถือหุ้นอยู่ 51% ซึ่งมีรากฐานมาจาก "ปั๊มสามทหาร" ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อความมั่นคงทางพลังงานและขายน้ำมันราคาถูกให้ประชาชน ไม่ใช่เพื่อตอบโจทย์ผู้ถือหุ้นเพียงอย่างเดียว
รัฐต้องกล้าสั่งการและจับตาโรงกลั่นให้ทัน โดยใช้ข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงซึ่งกระทรวงพลังงานเริ่มมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2567 มาเป็นตัวตั้งในการชดเชยตามความเสียหายจริง ไม่ใช่ระบบอนุมัติเงินชดเชยอัตโนมัติตามราคาอ้างอิงสิงคโปร์เหมือนที่ผ่านมา
-ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มูซอย่างไร จะส่งผลกระทบต่อไทยในระยะยาวหรือไม่
ล่าสุดเรือน้ำมันของไทยสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มูซมาได้ถือเป็นสัญญาณบวก แต่ความน่ากังวลคือหากสหรัฐฯ เลือกทำลายแหล่งทรัพยากรธรรมชาติหรือโรงไฟฟ้าของอิหร่าน อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการทำลายแหล่งน้ำมันและน้ำจืดในตะวันออกกลางที่เป็นเครือข่ายสหรัฐฯ ซึ่งจะเกิดความโกลาหลไปทั่วโลกตามกฎแห่งป่า
อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าสงครามจะจบลงในไม่นาน เพราะทุกฝ่ายรวมถึงสหรัฐฯ และยุโรปจะได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่จนทนไม่ไหว
ส่วนกรณีกับกัมพูชา ผมมองว่าเขายังไม่มีศักยภาพในการรบกับไทยในขณะนี้ เนื่องจากกำลังประสบปัญหาน้ำมันแพงอย่างหนักเช่นกัน
-ในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติ มีความคืบหน้าในการผลักดันกฎหมายสำคัญเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างไรบ้าง
มีข่าวดีที่แจ้งผ่านสยามรัฐเป็นที่แรก คือเราได้รวบรวมรายชื่อ สส. ครบ 20 กว่าคนเพื่อเสนอร่างกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับเข้าสู่สภาเรียบร้อยแล้ว ฉบับแรกคือ กฎหมายเปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ที่จะเปลี่ยนจากการต้องขออนุญาตที่ยุ่งยากให้เหลือเพียงการจดแจ้งเท่านั้น
ฉบับที่สองคือ กฎหมายเครดิตบูโร เพื่อช่วยเหลือคน 5 ล้านคนที่ประสบปัญหา โดยหากใครจ่ายหนี้ครบแล้ว จะต้องถูกปลดล็อกทันที ไม่ต้องติดแช่แข็งหรือติดสถานะไว้อีก 3 ปี เพื่อให้เขาสามารถกลับมาทำมาหากินและเข้าสู่ระบบการเงินได้ปกติ








