30 มกราคม 2569 กรุงเทพฯ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC โดยระบุว่าหากพรรครวมไทยสร้างชาติได้เป็นแกนนำในการบริหารด้านเศรษฐกิจ สิ่งสำคัญอันดับแรกที่จะต้องดำเนินการในพื้นที่ EEC คือการปฏิรูประบบราชการให้เป็นแบบ "1 คำขอ" เพื่อให้การขอใบอนุญาตประกอบกิจกรรมต่าง ๆ จบได้ในขั้นตอนเดียว ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของหลักปฏิบัติการสร้างความสะดวกในการทำธุรกิจ หรือ Ease of Doing Business
โดยกฎหมาย EEC นั้นมีสถานะพิเศษที่เปรียบเสมือนการขึ้นทางด่วนสำหรับทุกใบอนุญาต ซึ่งสามารถยกเว้นกติกาของหน่วยงานต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือใบอนุญาต รง. 4 จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงข้อบังคับจากทางส่วนท้องถิ่น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วตัวกฎหมาย EEC มีความพร้อมรองรับเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการนำเทคโนโลยีระบบราชการแบบ 1 คำขอเข้าไปปรับใช้อย่างจริงจัง
"EEC เป็นกฎหมายเดียวที่สามารถขึ้นทางด่วนได้ทุกใบอนุญาต ไม่ว่าจะเป็นการขอตั้งโรงไฟฟ้าซึ่งสามารถยกเว้นกติกาของ กกพ. หรือการยกเว้นใบอนุญาต รง. 4 จากกรมโรงงานและระเบียบท้องถิ่น กฎหมายนั้นพร้อมอยู่แล้วแต่อยู่ที่ว่าใจถึงพอจะทำหรือไม่ ทุกวันนี้ในพื้นที่ EEC ยังคงสารวนกับการที่ผู้ประกอบการต้องวิ่งไปขอใบอนุญาตจากหลายหน่วยงาน ทั้งที่หากใช้เทคโนโลยีราชการ 1 คำขอเข้ามาจัดการ ทุกอย่างจะจบได้ในหนเดียวทันที"
นอกจากนี้ นายอรรถวิชช์ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการผลักดันพลังงานสะอาดในพื้นที่ EEC โดยระบุว่าจากการที่ตนเคยเป็นตัวแทนของพรรครวมไทยสร้างชาติในการเข้าประชุม EEC แทนคุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พบว่าประเด็นเรื่องพลังงานสะอาดเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดกลุ่มธุรกิจสมัยใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (Data Center) หรือการผลิตชิปขนาดเล็ก ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่กังวลเรื่องกำแพงภาษีคาร์บอนจากต่างประเทศ
จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐต้องจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดรองรับ ซึ่งพรรครวมไทยสร้างชาติได้นำเสนอนโยบายที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริงผ่านระบบ Direct PPA หรือการอนุญาตให้ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดสามารถขายไฟฟ้าตรงให้กับโรงงานอุตสาหกรรมได้ทันทีโดยไม่ต้องขายกลับเข้าสู่ระบบของรัฐก่อน ซึ่งปัจจุบันแนวทางนี้สามารถดำเนินการได้แล้วในพื้นที่ EEC โดยนายอรรถวิชช์ย้ำว่าการดำเนินงานทั้งหมดเป็นการร้อยเรียงข้อกฎหมายเพื่อให้เกิดผลทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขอความสนับสนุนให้พรรครวมไทยสร้างชาติ เบอร์ 6 ได้เข้าไปสานต่องานด้านเศรษฐกิจเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง







