30 มกราคม 2569 กรุงเทพฯ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายของพรรคโดยมุ่งเน้นการรื้อโครงสร้างระบบเดิมเพื่อแก้ปัญหาปากท้องและสร้างความมั่นคงให้ประชาชน
โดยเฉพาะประเด็นราคาพลังงานที่พรรคเสนอแนวทางลดราคาน้ำมันลงลิตรละ 5-6 บาท ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 95 ที่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 29 บาทเศษ ลดลงไปอยู่ที่ประมาณ 25 บาทต่อลิตรได้ ผ่านการยกเลิกอ้างอิงราคาน้ำมันจากโรงกลั่นสิงคโปร์ แล้วเปลี่ยนมาใช้ระบบ "Cost Plus" หรือการใช้ต้นทุนที่แท้จริงบวกค่าใช้จ่ายแทน พร้อมทั้งเสนอให้ปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตใหม่ โดยให้กระทรวงพลังงานเป็นผู้กำหนดเพดานอัตราภาษีแทนกระทรวงการคลัง เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการกำกับดูแลราคาสินค้าควบคุม
นอกจากนี้ยังเตรียมเปลี่ยนรูปแบบ "กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง" ที่สะสมหนี้สินมานานจากการนำเงินสดไปพยุงราคา ให้กลายเป็นการเก็บน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ (SPR) จากผู้ค้าแทนการเก็บเงิน ซึ่งจะเปลี่ยนจากหนี้สินให้เป็นทรัพย์สินของประเทศและช่วยตรึงราคาได้ยั่งยืนกว่าเดิม
ในส่วนของภาคไฟฟ้า นายพีระพันธุ์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงคำหาเสียงของพรรคการเมืองในรัฐบาลที่ระบุว่าจะลดค่าไฟเหลือ 3 บาท โดยชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงว่าปัจจุบันต้นทุนหน้าโรงไฟฟ้าอยู่ที่ 2.94 บาท และยังมีภาระหนี้ที่ต้องชำระอีกกว่า 42,000 ล้านบาท การประกาศลดราคาควรทำตั้งแต่ตอนนี้เพราะเป็นรัฐบาลอยู่ ไม่ควรรอหลังเลือกตั้ง
ขณะเดียวกันยังเน้นย้ำถึงนโยบาย "โซล่าเสรี" เพื่อลดการผูกขาดของกลุ่มทุนพลังงาน โดยปรับเปลี่ยนจากระบบ "ควบคุม" ที่ต้องขอใบอนุญาตจากหลายหน่วยงานและรอคอยนานถึง 5-6 เดือน เป็นการ "กำกับดูแล" ที่ประชาชนสามารถติดตั้งได้ทันทีโดยมีวิศวกรเซ็นรับรอง ซึ่งนายพีระพันธุ์ได้สะท้อนถึงอุปสรรคในการทำงานว่า
"ความมั่นคงทางพลังงานในมุมมองของผมคือประชาชนต้องมีไฟฟ้าใช้ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งใคร การจะติดโซล่าเซลล์ที่บ้านทุกวันนี้ต้องขออนุญาตหลายหน่วยงานจนเปิดช่องให้เกิดการทุจริตและต้องรอนานหลายเดือน ทั้งที่เราควรเปลี่ยนระบบให้ง่ายขึ้น แค่กำหนดมาตรฐานลงเว็บไซต์ ใครจะติดก็ทำเลยแล้วให้วิศวกรรับรองความปลอดภัย จากนั้นเจ้าหน้าที่ค่อยมาตรวจสอบทีหลัง ไม่ใช่ต้องมารอใบอนุญาตจากข้าราชการไม่กี่หมื่นคนท่ามกลางคนไทยหลายสิบล้านคน สิ่งนี้คือสิ่งที่ผมต้องต่อสู้กับกลุ่มทุนพลังงานและอุปสรรคต่างๆ มาตลอดเพื่อประโยชน์ของประชาชน"
สำหรับนโยบายด้านความมั่นคงและกระบวนการยุติธรรม นายพีระพันธุ์เสนอแนวคิดการเพิ่มสวัสดิการทหารที่ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้าประมาณ 22,000 ถึง 25,000 นาย โดยใช้งบประมาณ 5,000 ล้านบาทเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้ครอบครัวแนวหลัง พร้อมเล่าประสบการณ์ในอดีตที่เคยระดมทุนจัดซื้อเสื้อและหมวกกันกระสุนให้ทหารพรานซึ่งในขณะนั้นถูกมองว่าเป็นเพียงอาสาสมัครจึงไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เพียงพอ นอกจากนี้ยังมีนโยบายปราบปรามยาเสพติดและกลุ่มทุนเทาด้วยการเปลี่ยนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่หมดสัมปทานกลางอ่าวไทยจำนวนประมาณ 60 แท่น ให้เป็นพื้นที่ควบคุมตัวหรือคุกกลางทะเลสำหรับนักค้ายารายใหญ่และหัวโจกเพื่อตัดวงจรการสั่งการจากเรือนจำ
"สมัยที่ผมเป็นรัฐมนตรียุติธรรม ผมพบว่าพวกค้ายาเสพติดรายใหญ่ไม่เกรงกลัวคุก ยิ่งถูกจับยิ่งรู้สึกปลอดภัยเพราะไม่ต้องกลัวถูกจับซ้ำ แถมยังมีเงินมากจนจัดหาโทรศัพท์มือถือมาสั่งซื้อสั่งขายในเรือนจำได้ มีระบบโมบายแบงก์กิ้งเช็กเงินเข้าออกได้ตลอด ผมจึงเห็นว่าควรส่งพวกนี้ไปปล่อยเกาะจะดีกว่า ในฐานะรัฐมนตรีผมมีอำนาจเซ็นประกาศกำหนดสถานที่ควบคุมตัวได้ ซึ่งตอนนี้เรามีแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางอ่าวไทยที่หมดอายุสัมปทานและต้องทำลายทิ้งอยู่ประมาณ 60 แท่น แต่ละแท่นขังคนได้ 300-500 คน อยู่ไกลลัดฟ้า นั่งเรือไปอย่างเร็วที่สุดก็ต้องมี 8-9 ชั่วโมง แถมต้องเจอคลื่นลมแรงกลางทะเล ผมว่าเอาแท่นเหล่านี้มาทำเป็นคุกให้พวกหัวโจกหรือทุนเทาดีกว่า แทนที่จะอยู่สบายเหมือนมีฮาเลมในคุกไทย"
ในประเด็นการบริหารจัดการภัยพิบัติ พรรครวมไทยสร้างชาติชูนโยบายการบังคับใช้กฎหมายจัดการภัยพิบัติอย่างเป็นระบบเพื่อไม่ให้เกิดการสั่งการที่ซ้ำซ้อน พร้อมนำเทคโนโลยีมาใช้วัดปริมาณน้ำในก้อนเมฆเพื่อพยากรณ์ล่วงหน้าแทนการอ้างอิงสถิติในอดีต และการสร้าง "แก้มลิง" ในทุกจังหวัดเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งอย่างยั่งยืน รวมถึงการจัดการปัญหาทุจริตในการก่อสร้างที่ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุตึกหรือเครนถล่มอย่างเด็ดขาด
นายพีระพันธุ์ยืนยันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคแรกที่ติดป้ายนโยบายลดค่าไฟ ซึ่งรวมถึงเรื่องน้ำมันและก๊าซหุงต้มที่ปัจจุบันราคาสูงถึง 480 บาท แม้ต้นทุนจะลดลงก็ตาม โดยพยายามผลักดันระบบเศรษฐกิจแบ่งปันที่จะนำกำไรจากกลุ่มที่ได้ผลประโยชน์สูงมาช่วยเหลือประชาชนโดยไม่ผ่านงบประมาณแผ่นดินเพื่อป้องกันการทุจริต
"ท้ายที่สุดผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน ซึ่งพรรครวมไทยสร้างชาติ เสนอนโยบายด้วยความสุจริตและบริสุทธิ์ใจ คู่แข่งของเราคือกลุ่มทุนที่เอาเปรียบ ไม่ใช่พรรคการเมืองต่างๆ หากได้รับโอกาส ผมมั่นใจว่าสามารถพลิกโฉมประเทศไทยให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ได้" นายพีระพันธุ์ กล่าว








