บรรยากาศการเมืองไทยเริ่มเข้มข้นขึ้นใน "เวทีวิสัยทัศน์แห่งชาติ THE NATIONAL DEBATE" ซึ่งจัดโดยสถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับ พีพีทีวี เมื่อวันที่ 27 ม.ค.69 เพื่อให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้แสดงนโยบายสำคัญก่อนถึงวันเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยประเด็นหลักที่ทุกพรรคให้ความสำคัญคือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและหนี้สินของประชาชน
เริ่มต้นที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน ที่ระบุว่าหัวใจสำคัญของประเทศในขณะนี้คือการหยุดยั้งเงินไหลออกและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติผ่านมาตรการปรับปรุงภาครัฐให้โปร่งใสและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ส่วนมาตรการระยะสั้นจะเน้นการอุดรูรั่วในระบบเศรษฐกิจ ปราบปรามสินค้าเถื่อนราคาถูก และกระตุ้นการบริโภคผ่านนโยบาย "หวยใบเสร็จ" และการสนับสนุนสินเชื่อให้ SME เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยนายณัฐพงษ์ยืนยันว่านโยบายหวยใบเสร็จสามารถทำได้ทันทีภายใน 100 วันแรก
"เราพร้อมเติมเงินให้ทันที 1,000 บาท จากคนละครึ่งพลัสเดิม สำหรับประชาชน 12 ล้านคน ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังที่มีอยู่แล้ว โดยใช้งบกลางมาบริหารจัดการ ซึ่งหวยใบเสร็จจะเป็นนโยบายที่กระตุ้นการบริโภคในเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน โดยให้สิทธิแก่ผู้ที่ซื้อของจากร้านค้าแผงลอยหรือร้านโชห่วยขนาดเล็ก เมื่อซื้อครบ 500 บาทจะได้หวย 1 ใบ นอกจากนี้ยังมีนโยบายคนละครึ่ง Made in Thailand เพื่อสนับสนุนให้เงินหมุนเวียนอยู่กับผู้ประกอบการภายในประเทศ และจะเร่งปราบปรามสินค้าเถื่อนที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ อย่างจริงจัง"
ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ เน้นย้ำถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3 ส่วน โดยเริ่มจากการประเมินสถานการณ์ทางการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นควบคู่ไปกับการพักหนี้ การดูแลกลุ่มเปราะบางผ่านสวัสดิการตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ 1,000 บาท และการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ผ่านอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยมีกฎหมายแม่บท 2 ฉบับเป็นเครื่องมือสำคัญในการสะสางกฎหมายเก่าและเปิดข้อมูลรัฐให้ภาคเอกชนใช้ประโยชน์ สำหรับแนวทางใน 100 วันแรก นายอภิสิทธิ์เสนอให้ประเมินงบกลางเพื่อนำไปใช้เยียวยาพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามชายแดนและการสู้รบเป็นลำดับแรก
"ในส่วนของการพักหนี้หรือการโอนหนี้ สามารถทำได้ทันทีผ่านกลไกธนาคารของรัฐ ขณะที่โครงการสวัสดิการอย่างเบี้ยยังชีพ แม้ยังไม่มีงบประมาณใหม่ แต่เราจะให้สิทธิประชาชนทันทีเพื่อให้เกิดความมั่นใจในกำลังซื้ออนาคต ส่วนค่ารถไฟฟ้า 20 บาทในสายสีม่วงและสายสีแดงสามารถเดินหน้าได้ทันทีเพราะได้ศึกษามาแล้ว รวมถึงการปราบปรามทุนเทาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติภายใน 90-100 วันแรก"
ทางด้านคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยสร้างไทย ชูนโยบายเรือธงคือการ "แก้หนี้" โดยเฉพาะการพักหนี้ไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นเวลา 3 ปี และหยุดดอกเบี้ยให้กับ SME และเกษตรกร พร้อมเติมทุนผ่านกองทุนไทยสร้างไทย 300,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยต่ำเพียงร้อยละ 4 ต่อปี และการแก้หนี้นอกระบบด้วยการให้กู้ 10,000-100,000 บาท โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือน นอกจากนี้ยังเสนอให้พักใบอนุญาตที่ขวางการทำมาหากิน 1,000 ฉบับ ภายใน 1 ปี (ยกมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ) โดยหนึ่งในนโยบายหลักที่มุ่งเน้นคือบำนาญประชาชน 3,000 บาท
"บำนาญ 3,000 บาทไม่ใช่การแจกเงินฟรี แต่เป็นการเปลี่ยนภาระให้เป็นพลัง โดยจ้างผู้สูงอายุให้สร้างสุขภาพและรีสกิล (Re-skill) อัปสกิล (Up-skill) เพื่อกลับมามีอาชีพและไม่เป็นภาระลูกหลาน ซึ่งเงินจำนวนนี้จะกลายเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจตัวจริงที่กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ทุกเดือน นอกจากนี้ยังมีหวยบำเหน็จเพื่อส่งเสริมการออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณ โดยเงินที่ซื้อลอตเตอรี่จะได้รับคืนทุกบาททุกสตางค์เมื่ออายุครบ 60 หรือ 80 ปี ซึ่งเป็นการลงทุนกับคนเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน"
สำหรับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ระบุว่าหัวใจคือการเพิ่มรายได้และยกระดับ S-Curve ของประเทศด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยมองว่าประชานิยมในบางมิติมีความจำเป็นเพื่อช่วยให้ประชาชนพ้นจากเส้นความยากจนผ่านนโยบาย "คนไทยไร้จน" ที่จะเติมเงินให้ครบ 3,000 บาท นอกจากนี้ยังมีนโยบาย "เศรษฐีเงินล้าน" ซึ่งเป็นเครื่องมือดึงประชาชนเข้าสู่ฐานข้อมูลรัฐเพื่อให้สามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างแม่นยำด้วย AI และ Big Data โดยเป้าหมายคือการนำเศรษฐกิจนอกระบบขึ้นมาอยู่บนดินเพื่อเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยไม่ต้องขึ้นอัตราภาษี
"พรรคเพื่อไทยอยู่กับความจริง ภายใน 100 วันแรกสิ่งที่ทำได้ทันทีคือการลดต้นทุนชีวิต เช่น รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และการตรึงค่าไฟฟ้าที่ 3.70 บาท รวมถึงการปราบปรามยาเสพติดและสแกมเมอร์ ส่วนนโยบายเศรษฐีเงินล้านต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือนในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลและแอปพลิเคชันให้เชื่อมโยงกับประชาชน การจะบอกว่าเลือกมาแล้ว 30 วันจะเห็นสวรรค์ทันทีนั้นไม่มีจริง แต่เราจะเน้นการลดค่าใช้จ่ายและลดภาระงบประมาณผ่านระบบ Project Financing ในระยะยาว"
ส่วนนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้ความสำคัญกับนโยบายพลังงานและเครดิตบูโร โดยตั้งเป้าลดค่าไฟฟ้าให้เหลือ 3.30 บาท และยืนยันว่าจะทำได้ที่ 3.70 บาทภายใน 2 เดือนแรกโดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่จะใช้การบริหารจัดการเงินชดเชยจาก ปตท. นอกจากนี้ยังมีนโยบายลบบัญชีเครดิตบูโรทันทีเมื่อชำระหนี้ครบ เพื่อให้ประชาชนสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอถึง 3 ปี พร้อมทั้งยืนยันแนวทางการทำงานที่เน้นการชนกับทุนผูกขาดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน
"สิ่งที่เราทำไม่ใช่การเพิ่มเงินให้ท่าน แต่คือการลดค่าใช้จ่ายเพื่อให้เงินในกระเป๋าของท่านยังอยู่ ซึ่งที่ผ่านมาเราลดค่าไฟลงมาได้แล้วร้อยละ 16 และใน 100 วันแรกเราจะทำต่อทันทีผ่านการปรับปรุงสัญญาและการไม่ซื้อไฟฟ้าสำรองเกินความจำเป็น นอกจากนี้เราจะเดินหน้ากฎหมายเครดิตบูโรให้ทันสมัย เพราะระบบเดิมคือการแช่แข็งประชาชน รวมไทยสร้างชาติยืนยันว่าจะลบบัญชีเสียทันทีเมื่อท่านจ่ายครบ เพื่อให้ท่านสามารถไปกู้ใหม่เพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวได้วันรุ่งขึ้น"
ปิดท้ายที่พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเศรษฐกิจ ที่มองว่าวิกฤตของประเทศคือหนี้ 55 ล้านล้านบาท จึงต้องใช้เมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่เข้ามาดัมป์ลงไปเพื่อสร้างงานและสภาพคล่อง โดยเสนอโครงการรถไฟความเร็วสูงทั่วประเทศเชื่อมต่อเพื่อนบ้านและโครงการ Ocean Link เชื่อมมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกผ่านระนอง-ชุมพร ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ต่อหัวประชากรจาก 7,000 เหรียญเป็น 20,000 เหรียญต่อปี โดยจะร่วมมือกับรัฐบาลจีนในการลงทุนโดยไม่ทำให้ไทยตกเป็นทาส สำหรับแผน 100 วันแรก พล.อ.รังษี ระบุว่าจะเร่งเซ็น MOU กับจีนเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
"ภายใน 30 วันแรกเราจะเซ็น MOU ร่วมกับรัฐบาลจีน ทั้งเรื่องเมกะโปรเจกต์ การท่องเที่ยว และการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวกลับมาทันทีและช่วยกระตุ้นภาคบริการและขนส่งทั่วประเทศ นอกจากนี้จะลดค่าไฟฟ้าจาก 3.94 บาท เหลือ 2.80 บาท โดยปรับโครงสร้างราคาแก๊สที่ ปตท. ขายให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีให้เท่ากับภาคครัวเรือน และควบรวม 3 การไฟฟ้าเข้าด้วยกันเพื่อลดความซับซ้อนและต้นทุน ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะช่วยให้เกษตรกรและประชาชนลืมตาอ้าปากได้อย่างยั่งยืน"








