วันที่ 27 ม.ค.69 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เทพไท คุยการเมือง ระบุว่า...
แจกเงินล้าน นโยบายขายฝัน ไม่ยั่งยืน
หลังจากนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาประกาศนโยบายเศรษฐีพันล้านวันละ9คน โดยเน้นสาระสำคัญเป็นการแจกเงินให้กับประชาชนแบบสุ่ม คนละ 1 ล้านบาท วันละ 9 คน มีการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายนี้อย่างกว้างขวางว่า เป็นนโยบายประชานิยม เป็นนโยบายใช้เงินของรัฐบาล หรือเงินที่มาจากภาษีของประชาชนซื้อเสียงล่วงหน้า
ซึ่งพรรคเพื่อไทยเคยมีนโยบายประชานิยมแบบนี้มาแล้วในการเลือกตั้งปี 2566 คือการแจกเงินดิจิทัลวอลแลต คนละ 10,000 บาทให้กับทุกคนที่อายุ 16 ปีขึ้นไป เป็นการนำเงินภาษีของประชาชน และงบประมาณแผ่นดิน มาแจกให้กับประชาชน ถือว่าเป็นการซื้อเสียงล่วงหน้าเช่นเดียวกัน และเมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ไม่สามารถผลักดันนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลแลต คนละ 10,000 บาทให้ประสบความสำเร็จได้ ถือว่าเป็นการหลอกลวงประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
เมื่อผลการเลือกตั้งผ่านไป นโยบายก็ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามที่ประกาศไว้ในการเลือกตั้ง ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เป็นการนำเงินงบประมาณแผ่นดินมาซื้อเสียง เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง เป็นเรื่องที่กกต.ควรจะทบทวนและตรวจสอบ ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 ผ่านมาแล้ว กกต.ก็ไม่สามารถดำเนินการใดๆได้ ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย หลอกลวงประชาชน เอาเงินภาษี งบประมาณแผ่นดินมาซื้อเสียงล่วงหน้า
การผลักดันนโยบายประชานิยม หรือนโยบายซื้อเสียงล่วงหน้า เป็นนโยบายชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ใช่นโยบายที่ยั่งยืน ถ้าหากว่ารัฐบาลชุดใดก็ตาม จะทำนโยบายประชานิยมแบบยั่งยืน เพื่อประโยชน์ของประชาชน ก็สามารถทำได้โดยไม่มีใครคัดค้าน เห็นได้ว่านโยบายประชานิยมหรือนโยบายรัฐสวัสดิการสำคัญในอดีต ได้รับการต่อยอดและผลักดันจากรัฐบาลชุดต่อมาอย่างเห็นได้ชัด คือ
1.นโยบายแจกเอกสารสิทธิ์ สปก.4-01 แม้ว่าจะมีปัญหาอยู่บ้างในช่วงเริ่มต้นของโครงการสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แต่โครงการนี้ก็ไม่ได้ยกเลิก พัฒนาปรับปรุงมาเรื่อยๆ จนล่าสุดพรรคการเมืองทุกพรรค ก็พยายามผลักดันเรื่องจะนำที่สปก. มาออกเป็นโฉนดให้กับประชาชน
2.เรื่องนโยบายกองทุนกยศ.หรือกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เป็นโครงการที่ช่วยนักเรียน-นักศึกษาฐานะยากจนแบบยั่งยืน จนรัฐบาลชุดต่อมาได้ต่อยอด เพิ่มวงเงินงบประมาณ มีเงื่อนไขช่วยเหลือนักศึกษาที่กู้ยืมเงินจนเรียนจบในการใช้หนี้คืน
3.นโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งได้พัฒนาจากจำนวนผู้สูงอายุหมู่หมู่บ้านละ5คน ได้รับเงินคนละ 200 บาทในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย มาเป็น 500 บาทและได้รับกันอย่างถ้วนหน้า ในสมัยรัฐบาลในอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และปัจจุบันมีการต่อยอดจากรัฐบาลชุดต่อมา เป็นแบบขั้นบันได และยังเป็นนโยบายที่ทุกพรรคใช่หาเสียงเพิ่มเงินเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุอีกด้วย
4.นโยบายค่าตอบแทนอสม. ซึ่งเริ่มขึ้นในสมัยของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเช่นกัน จนถึงบัดนี้อสม.ได้รับการยอมรับ และได้ออกพรบ.อสม.แห่งชาติ เพื่อรองรับองค์กร อสม. และมีการเพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการเพิ่มขึ้นด้วย
5.โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เริ่มต้นในรัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร มีการต่อยอดมาทุกรัฐบาล มาเป็นบัตรประชาชนหนึ่งใบรักษาทุกโรค จนถึงโครงการบัตรทอง ถือว่าเป็นการต่อยอดจากนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค
6.โครงการเรียนฟรีอย่างมีคุณภาพ ที่เริ่มในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนบัดนี้นโยบายพรรคการเมืองทุกพรรค ที่เน้นเรื่องการการศึกษาเป็นสำคัญ และมีการประกาศนโยบายการเรียนฟรีตั้งแต่อนุบาลจนจบปริญญาตรี
ทั้งหมดนี้ก็คือโครงการที่เรียกว่า รัฐสวัสดิการหรือโครงการประชานิยมแบบยั่งยืน ก็เป็นโครงการหรือนโยบายที่เป็นที่ยอมรับ ไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับงบประมาณแผ่นดิน หรือระบบประชานิยมเลย ซึ่งต่างกับนโยบายที่พรรคเพื่อไทยกำลังนำเสนออยู่ในขณะนี้
การแจกเงินให้กับประชาชนวันละ9คน คนละ1ล้านบาท เป็นการผลักดันนโยบายที่คิดไม่รอบคอบ ถือว่าเป็นนโยบายหลอกลวงประชาชน เป็นการซื้อเสียงล่วงหน้า ซึ่งกกต.ต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้เด็ดขาด
#เทพไท #แจกเงินล้าน #นโยบายขายฝัน #ซื้อเสียงล่วงหน้า #การเมืองไทย #เลือกตั้ง69 #ประชานิยม #ข่าวการเมือง








