จากปรากฏการณ์ “อนาคตใหม่” ที่สั่นสะเทือนภูมิทัศน์การเมืองไทย สู่ “ก้าวไกล” ที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ แต่ในวันนี้ “พรรคประชาชน” กำลังเผชิญกับบททดสอบที่ยากลำบากที่สุด เมื่อพลังศรัทธาสั่นคลอนและกระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลง…กำลังจะกลับทิศ
1. ย้อนรอยความรุ่งโรจน์ : จากม้ามืดสู่ผู้ชนะ
หากมองย้อนกลับไป เส้นทางของพรรคสีส้ม คือกราฟที่พุ่งทะยานอย่างน่ามหัศจรรย์
เลือกตั้งปี 2562 (อนาคตใหม่) : พรรคหน้าใหม่ที่ถูกปรามาสว่าเป็นเพียงกระแสในโซเชียล แต่กลับหักปากกาเซียนด้วยการคว้าเก้าอี้ สส. ถึง 81 ที่นั่ง กลายเป็นพรรคขนาดใหญ่อันดับ 3 ของสภา เปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทยให้เป็นการต่อสู้ทางความคิดอย่างแท้จริง
แม้ต่อมากลุ่มผู้ก่อตั้งพรรคกับแกนนำคนสำคัญจำนวนมากจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง และพรรคถูกยุบ แต่ “เชื้อไฟ” แห่งอุดมการณ์กลับยิ่งโหมกระพือ
เลือกตั้งปี 2566 (ก้าวไกล) : ยิ่งทุบ ยิ่งโต พรรคก้าวไกลภายใต้การนำของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” สร้างปรากฏการณ์ “ส้มทั้งแผ่นดิน” กวาด สส. เข้าสภาได้ถึง 151 คน ชนะเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 ชูธงการเมืองใหม่ที่ “ตรงไปตรงมา”
2. จุดเปลี่ยนมรณะ: เมื่อ “อุดมการณ์” ปะทะ “ดีลพิสดาร”
หลังการยุบพรรคก้าวไกลและกำเนิด “พรรคประชาชน” กระแสความเห็นใจยังคงหล่อเลี้ยงความหวังของมวลชน แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ศรัทธามวลชนสั่นคลอน จากการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรรค
โหวตให้ “อนุทิน” : การที่พรรคประชาชนตัดสินใจยกมือโหวตให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ภายใต้ข้ออ้างความจำเป็นทางยุทธวิธี ได้กลายเป็น “ยาพิษ” ที่ทำลายรากฐานสำคัญที่สุดของพรรค นั่นคือ “ความแตกต่าง” ที่ทำให้ฐานเสียงของพรรคจำนวนมากรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง
3. วิกฤตศรัทธา : “มีเราไม่มีเทา”
จุดแข็งที่สุดของพรรคส้มคือ ภาพลักษณ์ที่ขาวสะอาดและตรวจสอบได้ แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ กลับเกิดแผลฉกรรจ์ที่ทำให้วาทกรรม “มีเราไม่มีเทา” ต้องแป้กสนิท
ระบบการคัดกรองผู้สมัคร : แคมเปญ “มีเราไม่มีเทา” ล้มเหลวไม่เป็นท่า เมื่อผู้สมัคร สส. ของพรรคประชาชน 2 ราย ถูกแจ้งข้อหาดำเนินคดีเกี่ยวกับธุรกิจสีเทาระหว่างการหาเสียง
สิ่งนี้ทำลายความชอบธรรมในการโจมตีคู่แข่ง และทำให้ถูกตั้งคำถามถึงระบบคัดกรองของพรรค ทั้งๆ ที่ประกาศสงครามกับทุนเทา แต่คนของตัวเองกลับถูกกล่าวหาว่ามีเอี่ยวกับทุนเทาเสียเอง
ความโดดเด่นของผู้นำ : ต้องยอมรับว่า “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน แม้จะเป็นคนทำงานเบื้องหลังที่เก่งกาจ แต่ในฐานะ “แม่ทัพ” เขายังขาดพลังดึงดูด เมื่อเทียบกับ “ธนาธร” หรือ “พิธา” ไม่สามารถปลุกเร้าอารมณ์ร่วมของมวลชนได้ในยามวิกฤต การสื่อสารที่เน้นตรรกะแต่ขาดอารมณ์ความรู้สึก ทำให้พรรคดูแห้งแล้งและห่างเหิน
4. กระแส “ชาตินิยม” ตีกลับ
สถานการณ์ขัดแย้งไทย-กัมพูชา ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่พรรคประชาชนรับมือไม่ถูก
อนุรักษ์นิยมรีเทิร์น : ในภาวะที่ประเทศเผชิญภัยคุกคามหรือข้อพิพาทชายแดน จิตวิทยาของมวลชนมักโหยหาผู้นำที่ดูเข้มแข็ง เด็ดขาด และเน้นความมั่นคง ซึ่งเข้าทางฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่จุดกระแส “ชาตินิยม” ได้ติดตลาด
พรรคส้มตกที่นั่งลำบาก : ท่าทีของพรรคประชาชนที่มักเน้นสิทธิมนุษยชนและการทูตแบบสากล ถูกฝ่ายตรงข้ามบิดเบือนและโจมตีว่า “ไม่รักชาติ” หรือ “อ่อนข้อให้เพื่อนบ้าน” ทำให้เสียคะแนนจากกลุ่ม Swing Voter ที่มีความกังวลเรื่องความมั่นคง
5. เลือกตั้งปี 2569 รสชาติส้มที่อาจเปลี่ยนไป
จากปัจจัยทั้งหมด การเลือกตั้งปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง จะแตกต่างกับการเลือกตั้งปี 2566 อย่างสิ้นเชิง เมื่อ พรรคประชาชนไม่สามารถฉายแห่งความหวังได้อย่างแรงกล้า เหมือนการเลือกตั้งก่อนหน้านี้
ดังนั้น หากพรรคไม่สามารถกู้คืนศรัทธาด้วยการกระทำที่พิสูจน์ความจริงใจแบบ “ตรงไปตรงมา” ได้อีกครั้ง ชัยชนะในการเลือกตั้งจะกลายเป็นเพียงตำนาน และอาจต้อง “ยิ้มทั้งน้ำตา” ในวันที่ส้มรสชาติฝาดเฝื่อน
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม








