สปอตไลต์ทางการเมืองพุ่งส่องไปที่ "นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ" หรือ "หมอสุภัทร" ทันที หลังคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือนกระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ.สธ.) มีมติสั่ง “ปลดออก” จากราชการ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนการเลือกตั้งใหญ่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ เพียงไม่กี่วัน
"หมอสุภัทร" เป็นที่รู้จักในฐานะ "หมอนักกิจกรรม" ผู้ยืนหยัดตรวจสอบอำนาจรัฐมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่บทบาทประธานชมรมแพทย์ชนบท ที่ออกมาเปิดโปงความไม่โปร่งใสในระบบสาธารณสุข ไปจนถึงการคัดค้านโครงการขนาดใหญ่ที่กระทบชุมชนในจังหวัดสงขลา และล่าสุดคือการก้าวสู่สนามการเมืองในนามผู้สมัคร สส.เขต 2 หาดใหญ่ พรรคประชาชน
เส้นทางของหมอสุภัทรเต็มไปด้วยแรงปะทะ เริ่มจากการถูกคำสั่งย้ายจากตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ ไปยังโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง ก่อนจะมาถึงบทลงโทษทางวินัยร้ายแรงจากกรณีการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งถูกกล่าวหาว่าผิดระเบียบพัสดุและอาจเข้าข่ายทุจริต ขณะที่เจ้าตัวยืนยันมาโดยตลอดว่าเป็นการ “เช็คบิล” ย้อนหลัง เพื่อสกัดเส้นทางการเมืองของตน
ด้าน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ออกมายืนยันว่า มติดังกล่าวเป็นไปตามพยานหลักฐานของคณะกรรมการสอบสวน ไม่ใช่เกมการเมือง และผู้ถูกลงโทษยังมีสิทธิใช้กระบวนการอุทธรณ์ตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ถูกจับตา คือผลกระทบต่อคุณสมบัติการเป็นผู้สมัคร สส. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 98 (8) ซึ่งบัญญัติห้ามบุคคลที่เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
หากมติ “ปลดออก” ครั้งนี้มีมูลฐานมาจากความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ย่อมส่งผลให้หมอสุภัทรขาดคุณสมบัติในการสมัคร สส. ทันทีและเป็นการถาวร ไม่ว่าคำสั่งจะใช้คำว่า “ปลดออก” หรือ “ไล่ออก” ก็ตาม
ในทางวินัยราชการ “ปลดออก” ยังได้รับสิทธิบำเหน็จบำนาญเสมือนลาออก ขณะที่ “ไล่ออก” จะไม่ได้รับบำเหน็จบำนาญ แต่ในมิติการเมือง หากสาเหตุเป็นเรื่องทุจริต ทั้งสองกรณีถือเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (8) เช่นเดียวกัน
สำหรับสถานะผู้สมัคร สส. ในขณะนี้ หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบพบว่าหมอสุภัทรขาดคุณสมบัติ กกต.สามารถยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิสมัคร และถอนชื่อออกจากบัญชีผู้สมัครได้ ก่อนวันเลือกตั้ง
กรณีที่การเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว และหมอสุภัทรได้รับเลือกตั้ง หากภายหลังพิสูจน์ได้ว่าขาดคุณสมบัติมาตั้งแต่ต้น อาจถูกเพิกถอนสถานะ สส. และต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ รวมถึงเสี่ยงถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเลือกตั้งฐานรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิสมัครแต่ยังสมัคร
ช่องทางการต่อสู้ของหมอสุภัทร คือ การยื่นอุทธรณ์คำสั่งปลดออกต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.พ.) ภายใน 30 วัน หรือยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง หากศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว สถานะการถูกปลดออกจะถูกระงับไว้ก่อน ซึ่งอาจส่งผลให้คุณสมบัติผู้สมัคร สส. ยังไม่สิ้นสุดในระหว่างการพิจารณาคดี
กรณีของหมอสุภัทรจึงไม่ใช่เพียงเรื่องวินัยข้าราชการ หากแต่เป็นสมรภูมิระหว่าง “คำสั่งทางปกครอง” กับ “สิทธิทางการเมือง” ที่อาจชี้ชะตาเก้าอี้ สส.เขต 2 สงขลา และส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงพรรคประชาชนโดยตรง
สำหรับประวัติส่วนตัว หมอสุภัทรเป็นศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 44 ตลอดเวลากว่า 30 ปีในเส้นทางแพทย์ชนบท เขาทำงานในพื้นที่ห่างไกลจังหวัดสงขลา พร้อมบทบาทนักกิจกรรมทางสังคมด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชน โดยเฉพาะการคัดค้านโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในอำเภอจะนะ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของข้าราชการที่ยืนอยู่ข้างประชาชน
แม้ต้องเผชิญแรงกดดันทางการเมืองหลายระลอก หมอสุภัทรยังย้ำจุดยืนว่า “ตำแหน่งอยู่ไม่นาน แต่อุดมการณ์จะอยู่ตลอดไป” ขณะที่บทสรุปบนเส้นทางการเมืองของเขาจะไปต่อถึงสภาหรือสะดุดลงกลางทาง ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดจนถึงนาทีสุดท้ายก่อนวันเข้าคูหา
#หมอสุภัทร #พรรคประชาชน #มาตรา98 #เลือกตั้ง2569 #การเมืองไทย #ข่าวการเมือง #คดีวินัย #ATK #สงขลา #ผู้สมัครสส #ไล่ออกหมอสุภัทร #ปลดหมอสุภัทร #กระทรวงสาธารณสุข #จัดซื้อATK #ข่าวการเมือง #หาดใหญ่ #สงขลาเขต2 #พัฒนาพร้อมพัฒน์







