เมื่อวันที่ 25 ม.ค.69 นายรวิศ สอดส่อง ผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก "รวิศ สอดส่อง - Ravit Sodsong" ระบุว่า ทำไมประเทศไทยต้อง "ยกเครื่อง" การแก้ไขปัญหายาเสพติด?
ปัญหายาเสพติดเป็น “ปัญหาพลวัต“ (Dynamic Problem) กล่าวคือ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงตัวยาเสพติด พฤติกรรมการเสพ พฤติกรรมการค้า รวมถึงกลุ่มประชากรที่เข้าไปเกี่ยวข้อง อีกทั้งกระบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การนำเข้า การส่งออก การจำหน่าย การเสพ และรวมถึงการจัดการกับทรัพย์สินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติด ก็มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน
ปัญหา ”ยาเสพติด“ นอกจากจะ “ทำลายคุณภาพของคน” ยัง ”ทำลายคุณค่าความเป็นมนุษย์“ เนื่องจากผู้ค้ายาเสพติด สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้กับตนเองจากความทุกข์ยากของผู้ติดยาเสพติดที่ตกเป็นเหยื่อ หรือเป็นทาสยาเสพติด ซึ่งยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ยาเสพติดมาเสพ
หากมองผิวเผินการค้ายาเสพติดเหมือนเป็นอาชญากรรมทั่วไปบนท้องถนน (Street crime) ที่เกิดขึ้นทุกวัน แต่ความจริงการค้ายาเสพติดเป็นทั้ง “อาชญากรรมองค์กร” (Organized crime) และ “อาชญากรรมข้ามชาติ” (Transnational crime) เพราะยาเสพติดที่มีแหล่งผลิตในประเทศหนึ่ง อาจใช้สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ (Precursor & Chemical) ที่มาจากอีกประเทศหนึ่ง โดยมีนายทุนที่อยู่เบื้องหลังอยู่อีกประเทศ ในขณะที่ผู้เสพหรือลูกค้ายาเสพติดกระจายอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ปัญหายาเสพติดจึงไม่เป็นเพียงภัยคุกคามต่อประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นภัยคุกคามต่อมวลมนุษยชาติในโลก โดยไม่เลือกเพศ วัย และชนชั้นวรรณะ
สำหรับประเทศไทยนั้น เราตกอยู่ในฐานะประเทศที่เป็นเส้นทางผ่านสารตั้งต้น เข้าไปยังแหล่งผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดจากแหล่งผลิตในประเทศเพื่อนบ้านไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก อีกทั้งเรายังเป็นจุดหมายปลายทางหรือตลาดของยาเสพติดที่มีผู้เสพนับล้านคน
แม้ว่าที่ผ่านมา การบังคับใช้กฎหมายเพื่อปราบปรามยาเสพติดจะเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยเมื่อเทียบกับปี 2567 จะเห็นได้ว่าสถิติการจับกุมยาเสพติดในภูมิภาคพุ่งสูงขึ้นถึง 221.2 ตัน เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดยาบ้าได้เพิ่มขึ้นกว่า 1.3 เท่า หรือประมาณกว่า 247 ล้านเม็ด ขณะที่ตรวจยึดยาไอซ์เพิ่มสูงขึ้นถึง 3.93 เท่า หรือกว่า 12,933 กิโลกรัม ความสำเร็จในการจับกุมนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวงจรการค้ายาเสพติด ทำให้ยาเสพติดขาดตลาดและมีราคาสูงขึ้นกว่า 300% ซึ่งช่วยลดความสามารถในการเข้าถึงยาเสพติดของผู้เสพได้ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม แม้การปราบปรามจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แต่สังคมไทยยังคงมีประเด็นที่น่ากังวล เนื่องจากข้อมูลจากสำนักงาน ป.ป.ส. พบว่าประชากรในช่วงอายุ 12 - 65 ปี ที่ใช้สารเสพติดมีจำนวนสูงถึง 3.8 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นขนาดความต้องการ (Demand) ที่ใหญ่ เมื่อผนวกเข้าจำนวนผู้มีอาการจิตเวชที่มาจากยาเสพติด ซึ่งมีรายงานว่ามีสะสมอีกกว่า 2.2 แสนคน จึงถือเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขควบคู่ไปกับการปราบปราม
สิ่งที่น่าวิตกมากไปกว่านั้น คือ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย (Aging Society) แต่ประชากรที่อยู่ในวัยที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ กลับเข้าสู่วงจรยาเสพติดเพิ่มมากขึ้น โดยข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ (มกราคม 2569) พบว่าผู้ต้องขังร้อยละ 69.3 หรือ 213,996 คน จากผู้ต้องขังรวม 308,781 คน เป็นผู้กระทำความผิดในคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งเท่ากับว่าแทนที่เราจะได้ประชากรเหล่านี้มาเป็นกำลังการผลิตของประเทศ แต่กลับต้องใช้ทรัพยากรของรัฐที่มีอยู่อย่างจำกัดมาดูแลในระหว่างที่ถูกคุมขัง ซึ่งแต่ละปีใช้งบประมาณมากกว่า 15,000 ล้านบาท
ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้อง "ยกเครื่อง" ระบบใหม่ทั้งหมดภายใต้นโยบาย “ปราบยาเสพติด ไม่จบไม่เลิก” โดยการเปลี่ยนผ่านจากนโยบายปราบปรามทางอาญาเพียงอย่างเดียวที่ทำให้เกิดปัญหานักโทษล้นคุก ไปสู่ “ยุทธศาสตร์บูรณาการ SEAL - STOP - SAFE“
SEAL หรือ การยกระดับการสกัดกั้นชายแดนเชิงรุก เพื่อตัดวงจรการนำเข้าสารตั้งต้นและตัวยาเสพติด ก่อนเข้าสู่พื้นที่ตอนใน และกระจายไปสู่ชุมชน
STOP มุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด และขบวนการฟอกเงิน เพื่อยึดทรัพย์สิน ตัดท่อน้ำเลี้ยงอาชญากรรม รวมถึงจัดการกับเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และปล่อยปละละเลยไม่แก้ไขปัญหา
SAFE ยึดหลักการลดทอนความเป็นอาญา (Decriminalization) โดยเปลี่ยนผู้เสพให้เป็นผู้ป่วยเพื่อเข้าสู่ระบบการบำบัดรักษา ผ่านนโยบาย "1 จังหวัด 1 ศูนย์บำบัด" ซึ่งจะช่วยลดความแออัดในเรือนจำ ตัดวงจรผู้เสพไม่ให้กลายเป็นผู้ค้า พร้อมทั้งจัดตั้ง Restart Academy เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจและฝึกทักษะอาชีพ โดยมุ่งเน้นการคืนคนคุณภาพสู่ครอบครัว และคืนพื้นที่ปลอดภัยให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากลของ WHO และ UNODC
ปัญหายาเสพติดทำลายเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของประเทศ! การใช้มาตรการปราบปรามยาเสพติดต้องจัดการให้ตรงจุด จัดการอย่างเด็ดขาด และจัดการอย่างต่อเนื่อง นี่คือเรื่องด่วนที่ต้อง 'ยกเครื่อง' ทันที! เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัย และอนาคตที่ดีให้กับคนไทยทุกคน ”เพื่อไทยทำได้“ ปราบยาเสพติด ไม่จบไม่เลิก ครับ
#พรรคเพื่อไทย #รวิศสอดส่อง #เพื่อไทยทำได้ #เลือกตั้ง69 #ปราบยาเสพติดไม่จบไม่เลิก








