การเมืองทั่วไป

"พีระพันธุ์" นำทัพ รทสช. ลุยมีนบุรี-หนองจอก ชูนโยบาย เกษตรกรทำเงิน-ตั้งกองทุนฉุกเฉินไร้ดอกเบี้ย

แชร์ข่าว

วันที่ 24 ม.ค.นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ลงพื้นที่เขตมีนบุรีและเขตหนองจอก เพื่อพบปะประชาชนและนำเสนอนโยบายของพรรค พร้อมด้วยผู้สมัคร สส. กทม. ได้แก่ นายอัฏฐพล สิทธิชัยอารีกิจ เบอร์ 5 เขต 16 (คลองสามวา) นายกรัณ ดรัลพงศ์ เบอร์ 8 เขต 17 (คลองสามวา–หนองจอก) นายฮาซัน วันนุ เบอร์ 9 เขต 18 (หนองจอก–มีนบุรี–ลาดกระบัง)และนายภูเบศ โพธิ์โซ๊ะ เบอร์ 5 เขต 19 (มีนบุรี–สะพานสูง) บรรยากาศการลงพื้นที่เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนจำนวนมากมารอให้การต้อนรับและให้กำลังใจตลอดเส้นทาง

สำหรับการลงพื้นที่บริเวณตลาดสัมมากร และตลาดหทัยมิตร เขตมีนบุรี นายพีระพันธุ์ ได้เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในตลาด ซึ่งหลายคนระบุว่ารู้สึกดีใจที่ได้พบกับนายพีระพันธุ์ พร้อมกล่าวขอบคุณที่เคยแก้ไขปัญหาด้านพลังงานและช่วยลดภาระค่าครองชีพโดยอยากให้กลับมาแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอีกครั้ง

หลังจากนั้น นายพีระพันธุ์ได้เดินทางต่อไปยังโรงเรียนฮาซานั้ลเอี๊ยะห์ซาน เขตหนองจอก เพื่อพบปะและพูดคุยกับพี่น้องชาวมุสลิมในพื้นที่ รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ พร้อมย้ำว่าพรรครวมไทยสร้างชาติให้ความสำคัญกับความหลากหลายและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมไทย

นายพีระพันธุ์ได้กล่าวถึงผลงานที่ผ่านมา โดยยกตัวอย่างการต่อสู้คดีโฮปเวลล์ ซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 30 ปี ก่อนสามารถพลิกกลับมาชนะคดีในศาลรัฐธรรมนูญ ช่วยประเทศประหยัดงบประมาณกว่า 25,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการลงพื้นที่แก้ปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนไม่มีเอกสารสิทธิแม้แต่ใบเดียว โดยต้องใช้เวลากว่า 2 ปี ในการผลักดันและต่อสู้กับระบบและกลุ่มผลประโยชน์ จนสามารถคลี่คลายปัญหาได้ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

นายพีระพันธุ์ กล่าวถึงนโยบายเศรษฐกิจ โดยระบุว่า ตัวเลข GDP เป็นเรื่องของบริษัทขนาดใหญ่ แต่ปัญหาของประชาชนคือ "ไม่มีจะกิน" พรรครวมไทยสร้างชาติจึงเสนอแนวคิด "เกษตรกรทำเงิน" เปลี่ยนชาวนาจากผู้ขายข้าวเปลือก เป็นผู้ประกอบการเต็มรูปแบบ ผ่านการตั้งโรงสีชุมชนขนาดใหญ่ กำลังผลิตรวม 1 ล้านตัน ซึ่งหากแปรรูปเป็นข้าวสารจะขายได้กิโลกรัมละประมาณ 30 บาท รวมรายได้จากผลพลอยได้อื่น ๆ จะทำให้เกษตรกรมีรายได้ต่อรอบการผลิตไม่ต่ำกว่า 225,000 บาท ซึ่งสูงกว่าระบบเดิมหลายเท่า พร้อมกันนี้ ยังเตรียมแก้ปัญหาที่ดินทำกินแบบเบ็ดเสร็จ ยุติความขัดแย้งเรื่อง "ป่ารุกคน หรือ คนรุกป่า" เสนอจัดตั้ง "ศาลที่ดิน" เพื่อคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรอย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว

ส่วนการแก้ปัญหาหนี้สิน เสนอจัดตั้ง "กองทุนฉุกเฉิน" วงเงิน 50,000 ล้านบาท ช่วยประชาชน 1 ล้านคน กู้คนละ 50,000 บาท ผ่อนชำระได้นาน 10 ปี โดยไม่คิดดอกเบี้ยแม้แต่บาทเดียว นอกจากนี้ ยังมีนโยบายสร้างงานเพิ่ม 300,000 ตำแหน่ง เงินเดือน 12,000 บาท เพื่อรองรับผู้ว่างงาน นักศึกษาจบใหม่ และผู้สูงอายุ รวมถึงการแก้ปัญหาหนี้ กยศ. ด้วยการ "ทำงานแทนการใช้หนี้" โดยให้ยกเลิกการฟ้องร้องสำหรับผู้ที่ไม่มีความสามารถในการชำระ แต่ให้ทำงานเพื่อสังคมแทนจนหนี้หมด

นายพีระพันธุ์ เน้นย้ำถึงนโยบายพลังงาน ว่าเป็นหัวใจของการลดค่าครองชีพ โดยเสนอให้ควบรวม 3 การไฟฟ้า เพื่อลดกำไรซ้ำซ้อน และตั้งเป้าลดค่าไฟเหลือ 3.30 บาทต่อหน่วย ส่วนราคาน้ำมัน ย้ำว่า ประชาชนถูกทำให้หลงเชื่อว่าต้องอิงราคาสิงคโปร์ แต่จากการใช้อำนาจตาม กฎหมายมาตรา 8 เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2567 บังคับให้ผู้ค้าน้ำมันเปิดเผยต้นทุนที่เคยอ้างว่าเป็นความลับทางการค้า ทำให้เห็นความจริงว่าต้นทุนการผลิตจริงไม่ถึง 20 บาท

"ถ้าพรรครวมไทยสร้างชาติได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เราจะทำให้น้ำมันราคา 25 บาทต่อลิตร ให้ได้ เพราะเราเห็นตัวเลขทั้งหมดแล้ว ส่วนที่เกินไปคือค่าการตลาดและกำไรของกลุ่มทุนที่เกินควร" นายพีระพันธุ์ กล่าว

สำหรับพลังงานสะอาด นายพีระพันธุ์ เสนอให้ยกเลิกขั้นตอนอนุญาตที่ซ้ำซ้อน พร้อมผลักดันกฎหมายให้ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ทันที โดยไม่ต้องขออนุญาตหลายหน่วยงาน

นายพีระพันธุ์ ย้ำว่า พรรครวมไทยสร้างชาติสร้างขึ้นเพื่อเป็นพรรคของคนไทยทุกคน ทำงานเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่เพื่อสร้างอำนาจหรือผลประโยชน์ให้กับตัวบุคคลหรือกลุ่มใด พร้อมขอให้ทุกคนเลือกคนทำงานเข้าไปทำหน้าที่ในสภาฯ

ข่าวแนะนำ