การเมืองทั่วไป

กกต.พร้อมจัดเลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ. 69 เตือนซื้อเสียงโทษหนัก-ปรับ 10 ล้าน

แชร์ข่าว

วันที่ 16 ม.ค.69 เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ในกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจสื่อมวลชนในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และการออกเสียงประชามติที่จะเกิดขึ้นในวันเดียวกัน คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทยที่ต้องดำเนินการทั้งสองกิจกรรมไปพร้อมกันภายใต้กฎระเบียบและกติกาที่เปลี่ยนแปลงไป

โดยในส่วนของคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน ตนเองเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่ถึง 5 เดือน พร้อมด้วยกรรมการอีก 2 ท่าน คือ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ และนายณรงค์ รักร้อย ที่ปฏิบัติหน้าที่มาได้ประมาณ 1 เดือน ซึ่งทุกคนพร้อมทำงานเพื่อประเทศชาติและยินดีให้มีการตรวจสอบ

สำหรับการเตรียมการขณะนี้ กกต. ได้วางกรอบการทำงานและแต่งตั้งชุดเคลื่อนที่เร็วเพื่อทำหน้าที่เฝ้าระวังการกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งจะเริ่มลงพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่ในสัปดาห์หน้า โดยมีกองทัพตำรวจเป็นเครือข่ายสำคัญในการให้ความรู้และสอดส่องดูแลไม่ให้เกิดการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ขณะเดียวกันได้เร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศกว่า 50 ล้านคน โดยเฉพาะการบริหารจัดการหน่วยเลือกตั้งที่จะใช้ทั้งการลงคะแนน สส. และการออกเสียงประชามติ ซึ่งได้มีการจัดทำแบบจำลองหน่วยเลือกตั้งและเตรียมเผยแพร่ให้ประชาชนทราบในเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ นายณรงค์ ได้เน้นย้ำและฝากประชาสัมพันธ์ถึงบทลงโทษของการซื้อสิทธิ์ขายเสียงว่ามีโทษรุนแรงมาก ทั้งโทษทางอาญาและโทษตัดสิทธิทางการเมืองยาวนาน 10 ถึง 20 ปี ซึ่งหากถูกจับได้จะหมดอนาคตทางการเมืองทันที และในกรณีที่ผู้ได้รับเลือกตั้งกระทำผิดจนต้องมีการจัดเลือกตั้งใหม่ ผู้กระทำผิดจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งในบางเขตเลือกตั้งมีมูลค่าสูงกว่า 10 ล้านบาท โดยที่ผ่านมาศาลเคยมีคำพิพากษาให้ผู้สมัครในจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือชดใช้ค่าจัดการเลือกตั้งเป็นเงินกว่า 10 ล้านบาทมาแล้ว

นอกจากนี้ กกต. ยังมีอำนาจตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามย้อนหลังได้แม้จะได้รับเลือกตั้งไปแล้วก็ตาม และหากพบว่าพรรคการเมืองมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดก็จะมีความผิดด้วยเช่นกัน จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ให้มากเพื่อสะท้อนความตื่นตัวทางการเมืองและช่วยกันสอดส่องไม่ให้มีการทำผิดกฎหมาย เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม และเสริมสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง