การเมืองทั่วไป

กกต. แจงเหตุผู้สมัครขาดคุณสมบัติ-จัดหน่วยเลือกตั้งควบประชามติ 8 ก.พ. ยึดกฎหมายเป็นหลัก

แชร์ข่าว

16 ม.ค.69 หลักสี่ กรุงเทพฯ - นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยในกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจสื่อมวลชนในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติ ถึงความชัดเจนเกี่ยวกับคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้งและแนวทางการจัดหน่วยเลือกตั้ง โดยระบุถึงกรณีคุณสมบัติของผู้สมัครที่อาจถูกดำเนินคดีหรือถูกจับกุมว่า ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (8) การจะขาดคุณสมบัตินั้นต้องเข้าเงื่อนไขคือ "ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังโดยหมายของศาล" ซึ่งต้องปรากฏข้อเท็จจริงครบทั้งสองส่วน

ดังนั้นหากผู้สมัครรายใดถูกจับกุมหรือคุมขัง แต่อยู่ในเพียงชั้นพนักงานสอบสวนและยังไม่มีคำพิพากษาของศาล ก็ต้องถือว่ายังมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายเลือกตั้งและได้รับการคุ้มครองสิทธิในฐานะผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษา อย่างไรก็ตาม หากภายหลังพบว่าผู้สมัครขาดคุณสมบัติ เช่น พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองก่อนวันเลือกตั้ง ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตจะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อถอนชื่อออก หากศาลมีคำสั่งทันก่อนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ กกต. จะประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่าผู้สมัครเบอร์ดังกล่าวถูกถอนชื่อแล้ว ซึ่งหากประชาชนยังลงคะแนนให้จะถือเป็นบัตรเสีย แต่หากศาลวินิจฉัยไม่ทันและผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติได้รับคะแนนมาเป็นอันดับ 1 กกต. จะต้องวินิจฉัยและดำเนินการตามกระบวนการยกเลิกการเลือกตั้งในเขตนั้นเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามกระบวนการกฎหมาย

ในส่วนของการจัดหน่วยเลือกตั้งที่เกิดข้อกังวลเรื่องความสับสนเนื่องจากมีการเลือกตั้ง สส. ควบคู่กับการออกเสียงประชามติในวันเดียวกัน นายแสวงยืนยันว่าการออกแบบหน่วยเลือกตั้งได้คำนึงถึงหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ การรักษาเจตจำนงของประชาชนไม่ให้เกิดความสับสน การอำนวยความสะดวก และการบริหารจัดการที่เรียบร้อย

โดยรูปแบบที่เลือกใช้คือการจัดหน่วยในบริเวณเดียวกัน เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรับบัตรและลงคะแนน สส. เสร็จแล้ว สามารถเดินไปยังโต๊ะลงคะแนนประชามติที่เพิ่มขึ้นมาได้ทันที สำหรับผู้ที่ใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. ล่วงหน้าไปแล้วและต้องการมาใช้สิทธิประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์เพียงอย่างเดียว กกต. ได้จัดช่องทางเฉพาะแยกออกมาเพื่อไม่ให้ต้องเดินผ่านโต๊ะเลือกตั้ง สส. อีก เพื่อป้องกันความสับสนและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ กกต. ได้จัดทำแบบจำลองและเตรียมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพขั้นตอนที่ชัดเจนต่อไป

ในส่วนการนับคะแนนสำหรับการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร มีความแตกต่างกัน โดยบัตรเลือกตั้ง สส. จะถูกส่งกลับมานับคะแนน ณ เขตเลือกตั้งทั้ง 400 เขตในประเทศไทย ขณะที่บัตรออกเสียงประชามติจะทำการนับคะแนน ณ สถานทูตในประเทศนั้นๆ ให้แล้วเสร็จภายใน 48 ชั่วโมงหลังปิดการลงคะแนนในประเทศไทยเวลา 17.00 น. แล้วจึงรายงานผลกลับมายังส่วนกลาง

ส่วนการลงคะแนนทางไปรษณีย์ในต่างประเทศ หากบัตรมาถึงสถานทูตหลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะไม่สามารถนำมานับเป็นคะแนนได้ ซึ่ง กกต. ได้ร่วมกับกรมการกงสุลถอดบทเรียนจากการเลือกตั้งปี 2566 เพื่อลดข้อผิดพลาดและบริหารจัดการให้บัตรทุกใบส่งถึงหน่วยเลือกตั้งทันตามกำหนด

สำหรับกรณีกลุ่มนักวิชาการรณรงค์คว่ำบาตรคะแนนเสียงพรรคการเมืองนั้น นายแสวงชี้แจงว่าสามารถทำได้ตามสิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่ไม่ไปละเมิดสิทธิผู้อื่นหรือกระทำการคุกคามที่ขัดต่อกฎหมายประชามติและกฎหมายบ้านเมือง ซึ่ง กกต. มีหน่วยงานเฝ้าระวังทุกพื้นที่เพื่อรักษาบรรยากาศการแข่งขันให้เป็นไปด้วยความเที่ยงธรรม