วันที่ 15 ม.ค.69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวภายหลังประชุมหารือเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยในการก่อสร้างเส้นทางคมนาคม จากกรณีเครนก่อสร้างถล่ม ว่า ที่ประชุมมีการหารือ ดังนี้ 1.ต้องช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเสียหายโดยเร่งด่วน 2.สิ่งที่รัฐบาลคำนึงถึงคือ ไม่ให้การคมนาคมไปภาคอีสานและภาคใต้ติดขัด ต้องให้มีสภาพคล่อง เพื่อให้เดินทางไปให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะกระทบเศรษฐกิจมาก และ3.การดำเนินการกับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องว่าจะต้องรับผิดชอบในทางแพ่งหรือทางอาญา หรือทางปกครองอย่างไร ทั้งหมดนี้มอบหมายให้กรมบัญชีกลางหารือกับคณะกรรมการวินิจฉัยการจัดซื้อจัดจ้างว่าสามารถทำอะไรได้แค่ไหน อย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความชัดเจนถึงคนที่จะต้องรับผิดชอบหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ใครทำผิดก็ต้องถูกดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งเป็นหลักกฎหมายปกติ เมื่อถามถึงเรื่องเงินเยียวยา นายปกรณ์ กล่าวว่า ในที่ประชุมไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ เพราะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลอยู่แล้ว โดยนายกฯได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานตัวเอง ซึ่งมีหลายหน่วย อย่างนักท่องเที่ยวต่างชาติ นายกฯได้สั่งการให้กองทุนช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเข้าไปดูแลตรงนี้ด้วย หรือในส่วนของคนไทย จะมีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องของประกัน หรืออะไรต่างๆ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่จะเข้ามาช่วยดูแล
เมื่อถามย้ำว่า ในเรื่องเงินเยียวยาที่นายกฯระบุว่าจะต้องถึงหลักล้านบาท มีช่องทางกฎหมายหรือมีความเป็นไปได้หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบรายละเอียด ไม่กล้าตอบ แต่เมื่อมีความเสียหายเราก็ต้องชดเชยให้กับผู้เสียหาย และชดเชยตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งต้องไปดูด้วยว่าเงินกองทุนหรือประกันมีเท่าไหร่ อย่างไร
"ความจริงไม่มีใครอยากได้เงิน หรอก ทุกคนอยากหายใจ อยากมีชีวิตอยู่มากกว่า ความปลอดภัยสาธารณะมันต้องมี สิ่งที่นายกฯกังวลมากคือ ความปลอดภัยสาธารณะ ซึ่งนายกฯสั่งการว่าต้องมาดูว่าจะต้องทำอย่างไรในส่วนโครงการที่เกิดเหตุไปแล้ว หรือโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการจะทำอย่างไร จะมีมาตรการอย่างไร จะต้องหยุดไว้ก่อนหรือไม่ จะต้องตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ ทุกชิ้นหรือไม่ และกระบวนการในการบริหารสัญญาเป็นอย่างไร ซึ่งตอนนี้กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างมุ่งเน้นในเรื่องของการได้มาซึ่งตัวคู่สัญญา แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารสัญญาและการปฏิบัติตามสัญญาสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยสาธารณะ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ประชาชนไม่ต้องประสบปัญหาแบบนี้อีกในอนาคต"
เมื่อถามว่า มีการพูดถึงบริษัทที่จะต้องถูกแบล็กลิสต์หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ไม่มีการพูดถึงชื่อของบริษัท แต่บอกว่าให้ไปดูข้อเท็จจริงว่าใครทำอะไร หากเกิดเหตุซ้ำๆ แบบนี้รับได้หรือไม่ และถ้ารับไม่ได้จะทำอย่างไรกับบริษัทเหล่านี้ ซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้มันมีช่องทางของมันอยู่








