วันที่ 12 ม.ค.69 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมแลกเปลี่ยนกับแคนดิเดตจากพรรคการเมืองอื่นๆ ในเวทีแสดงวิสัยทัศน์ว่า เนื่องจากว่าไม่ใช่เวทีดีเบต จึงอาจไม่ได้แลกเปลี่ยนประเด็นกันเท่าไหร่ เป็นเพียงเวทีแสดงวิสัยทัศน์ที่ต่างคนต่างมาแสดงวิสัยทัศน์ของตัวเอง โดยมี คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นผู้ตั้งคำถาม หากมีโอกาสในเวทีอื่นๆ ที่ได้ขึ้นเวทีดีเบตจริงๆ พร้อมกับคุณอนุทิน หรือคุณยศชนัน ก็อยากให้มีเวทีแบบนั้น
เมื่อถามว่าวันนี้ได้กลับมาเจอ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ครั้งแรก หลังจาก MOA รู้สึกอย่างไร นายณัฐพงษ์กล่าวว่า รู้สึกไม่แตกต่างจากเดิม ก่อนหน้านี้ที่ทำงานร่วมกันในสภา ก็ทำบนข้อตกลงที่ประชาชนรับทราบ วันนี้กลับมาเจออีกครั้งก็ไม่ได้มีอะไรที่รู้สึกแตกต่างออกไป
ส่วนเงื่อนไขหนึ่งที่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย พูดในการจัดตั้งรัฐบาล คือพรรคเพื่อไทยต้องได้เก้าอี้นายกรัฐมนตรี นายณัฐพงษ์มองว่า เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต้องได้เก้าอี้นายกรัฐมนตรี มองว่าคำตอบของคุณยศชนันไม่ใช่การแสดงจุดยืนหรือเงื่อนไขใหม่ที่จะทำให้ประชาชนตัดสินใจได้ตรงความต้องการมากขึ้น หากพรรคเพื่อไทยชนะเป็นอันดับ 1 นายยศชนันก็ต้องถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า “กรณีอื่นๆ ผมยืนยันจุดยืนเดิมว่า เราไม่สามารถร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรมได้ และผมรวมถึง ส.ส.พรรคประชาชน ไม่สามารถโหวตให้กับแคนดิเดตของพรรคภูมิใจไทยได้ครับ”
"จากที่ลงพื้นที่มาหลายที่พบว่า กระแสตอบรับดีขึ้นเรื่อยๆ แต่เราไม่เคยดูถูกเสียงของประชาชน ต้องยอมรับว่าในบางพื้นที่ยังมีประชาชนที่มีข้อสงสัยหรือประเด็นติดค้างในใจ ซึ่งเป็นหน้าที่ของตนเองและเพื่อนร่วมพรรคที่จะลงไปทำความเข้าใจให้มากที่สุด" นายณัฐพงษ์ระบุ
สำหรับการเปิดตัวทีมบริหารรัฐบาลพรรคประชาชน มีความเป็นห่วงเรื่องข้อกฎหมายหรือไม่ นายณัฐพงษ์ยืนยันว่า ไม่ต้องห่วง เราได้เช็กกับฝ่ายกฎหมายของพรรคแล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายเลือกตั้งครบถ้วน การเป็นสมาชิกพรรคเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งภายในพรรคประชาชนอยู่แล้ว
“เท่าที่เห็นหนังสือตอบกลับจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คือไม่สามารถนำบุคคลที่ถูกตัดสิทธิไปอยู่บนป้ายหาเสียงได้ แต่การขึ้นเวทีดีเบตแสดงวิสัยทัศน์ ผมมั่นใจว่าสามารถทำได้ทางกฎหมาย ทีมกฎหมายของพรรคตรวจสอบรอบด้านแล้วครับ” นายณัฐพงษ์กล่าว
ส่วนความมั่นใจว่าจะได้เก้าอี้ผู้สมัคร ส.ส.กทม.ทั้ง 33 เขตนั้น นายณัฐพงษ์ระบุว่า ยังมีความมั่นใจเต็มร้อยครับ ว่าจะได้รับความไว้วางใจจากชาวกรุงเทพฯ มากขึ้น เป้าหมายของเราคืออยากได้ครบทั้ง 33 เขต แม้จะมีตัวเลือกหลายแบบเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับประชาชน แต่ยังมั่นใจว่า พรรคประชาชนและผู้สมัครของพรรคคือตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนกรุงเทพฯ
ส่วนกรณีที่ผู้นำกัมพูชาบอกว่าให้เลือกพรรคหนึ่ง อย่าเลือกอีกพรรคหนึ่ง นายณัฐพงษ์กล่าวว่า อยากให้มองเรื่องนี้ 2 ชั้น ฝั่งกัมพูชารู้ดีว่าบริบทการเมืองไทยเป็นอย่างไร การแสดงความเห็นแบบนั้นย่อมส่งผลต่อคะแนนนิยม สำหรับพรรคประชาชน เรามีจุดยืนชัดเจนว่า ต้องการกำจัดเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบฮุน เซน และเครือข่ายของเขาในปัจจุบัน
นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า หากมองอีกมุมหนึ่ง ถ้าเขาต้องการสกัดไม่ให้พรรคส้ม ไปล้มดีลเทาๆ หรือสกัดไม่ให้พรรคประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล การแสดงออกของเขาที่ผ่านมาก็เห็นวัตถุประสงค์ได้ชัดเจน จึงอยากให้คิด 2 ชั้น อย่าคิดชั้นเดียว







