การเมืองทั่วไป

"ชูวิทย์" ชำแหละ "The Professional พรรคส้ม" แก้การเมืองเก่าได้จริง หรือแค่เปลี่ยนชื่อระบบมุ้งบ้านใหญ่

แชร์ข่าว

วันที่ 12 ม.ค.69 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์เฟซบุ๊ก "ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์" ระบุว่า...

The Professional

แก้ระบบ “มุ้งบ้านใหญ่” การเมืองไทย

ผมต่อต้านพรรคส้มจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าต่อต้านหัวชนฝาเสียทุกเรื่อง

ผมไม่ได้เป็นศัตรูของพรรคส้ม เพราะไม่ใช่คู่แข่งขัน

เป็นเพียงประชาชนที่รู้ทัน จึงถอดประสบการณ์ให้นักการเมืองรุ่นใหม่นำไปใช้ในระบบการเมืองใหม่ที่พรรคประชาชนใฝ่ฝัน

ผมมีความคิดเดียวกันว่า “ระบบการเมืองเก่า“ ที่มีการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย “ระบบโควต้า“ โดย สส. จำนวน 8-10 คน ได้รัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง

เป็นระบบที่ล้าหลัง ไม่ทันกับยุคสมัยที่ต้องการคนมีความรู้เฉพาะด้านมาทำงานการเมืองเพื่อพัฒนาประเทศ

บรรดาผู้มากบารมี ผู้มีอิทธิพล ที่ใช้การมัดรวมจำนวน สส. ไปต่อรองตำแหน่งต่างๆ เป็นระบบการเมืองเก่า

ในระบบ “โควต้า” นี้ แน่นอนอาจมีเงื่อนไขในการเจรจา และมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์อื่นๆ ควบคู่ไปด้วย

ทั้งหมดยังขึ้นอยู่กับ “ผู้จัดการรัฐบาล” ที่เป็นคนกลางเจรจาต่อรองพรรคการเมืองตาม “คณิตศาสตร์จำนวน สส.“ ที่ได้รับเลือกมา

ใครจะเคยเป็นศัตรูคู่แข่งกันมา ก็จะลืมกันไป หันมาสมประโยชน์แสวงหาอำนาจก่อน

อันทำให้บางรัฐมนตรีหน้าซ้ำๆ วนเวียนกันอยู่แทบทุกกระทรวง จากการสนับสนุนของ สส. ในก๊วนสังกัด

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

สมศักดิ์ เทพสุทิน

สุชาติ ชมกลิ่น

ธรรมนัส พรหมเผ่า

ตระกูล คุณปลื้ม

ตระกูล ศิลปอาชา

ตระกูล ชิดชอบ

ตระกูล พร้อมพัฒน์

ตระกูล รัชกิจประการ

ตระกูล เทียนทอง

ตระกูล ลิปตพัลลภ

ตระกูล ชินวัตร

และอีกประมาณ 10 กว่าตระกูล

ทุกยุคทุกสมัยตระกูลต่างๆ เหล่านี้มีขึ้นมีลง วนเวียนครองอำนาจในการเมืองไทย

ตระกูลการเมืองสืบทอดไปถึงลูกหลาน เมีย และเครือญาติ โดยอาจไม่ได้มีความสามารถ ไม่ได้มีจิตใจเป็นนักการเมืองรับใช้ประชาชน

แต่ต้องการเก็บอำนาจไว้กับตระกูลเสมือนทรัพย์สมบัติส่วนตัว

กระทรวงที่เข้าไปบริหารได้มาจากจำนวน สส. ที่สังกัดในมุ้ง หรือก๊วนที่ตัวเองควบคุม

เรียกว่า “รัฐมนตรี 10 กระทรวง” ก็มี จนหน้าช้ำจำไม่ได้ว่าอยู่กระทรวงไหนกันแน่

นี่เป็น “ระบบการเมืองเก่า” ตามที่พรรคประชาชนนิยามไว้ทุกประการ

ผมเห็นด้วยไม่โต้แย้ง เพราะบอกแล้วอะไรที่ดีผมก็สนับสนุน ไม่ใช่ค้านหัวชนฝาเกลียดกันมาแต่ชาติปางก่อน

ผมจึงวิจารณ์ด้วยใจเป็นธรรมได้อย่างเสรีไม่มีอคติ

การนำเสนอไอเดีย “The Professional“ ของพรรคส้มมุ่งแก้ปัญหา “ระบบมุ้ง” ในการเมืองเก่า

เอาคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านรวมกันเป็น “คณะบริหารมืออาชีพ”

โดยโครงสร้างย่อมขึ้นตรงกับ “คณะโปลิสบูโร” ของพรรค ที่จะสั่งการคนในคนนอกที่อยู่ในคณะนี้ให้เป็นรัฐมนตรี หรือแม้แต่เป็นที่ปรึกษาเฉพาะทาง

ถามผมว่าดีไหม?

ตอบตามตรงว่าดี เพราะเมื่อพรรคส้มโตเร็วเกินไป สส. ยังวัยวุฒิน้อยกว่า 35 ปี ยังเป็นรัฐมนตรีกันไม่ได้ด้วยซ้ำ

อย่าง สส. ผลงานโดดเด่นแบบไอซ์ยังอายุแค่ 30 ปี โรมยังไม่ถึง 35 ปี และ สส. รุ่นใหม่อีกมากที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะเป็นรัฐมนตรี

จึงเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเอาผู้เชี่ยวชาญที่มีอาวุโสในแต่ละด้านมาร่วมงาน

แต่การคัดเลือก The Professional มีขั้นตอนมาจากไหน?

นี่เป็นปัญหา เพราะในระบบเก่ามีการยึดโยงจาก สส. ในสังกัด แล้วยกให้ 1 คนที่เป็นหัวหน้ามุ้ง เป็นตัวแทนนั่งตำแหน่งรัฐมนตรี

แต่ระบบการเมืองใหม่ของพรรคส้มนำเอาคนนอกที่มีความรู้ มีประสบการณ์มาแบบสำเร็จรูป

ทว่าไม่ได้ยึดโยงจาก สส. อันถือเป็น ”ผู้แทน“ ของประชาชนที่เลือกมา

ตรงนี้สำคัญ เพราะแม้ สส. ไม่ได้เก่ง ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง แต่เป็นผู้แทนประชาชน จึงย่อมมีสิทธิอันชอบธรรมในการเลือกผู้ที่จะมาเป็นรัฐมนตรีคนนอก

วันนี้พรรคส้มยังไม่เคยเป็นรัฐบาล และ สส. หน้าใหม่ยังอายุน้อย และวุฒิภาวะไม่มาก ได้เป็น สส. เพราะกระแสพรรค

แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปย่อมต้องการเจริญเติบโตทางการเมืองอันเป็นเรื่องปกติ ยิ่งเมื่อได้เป็นรัฐบาลได้ลิ้มชิมอำนาจรัฐ

ย่อมตั้งข้อสงสัยกับ “คุณสมบัติของคนนอก” ที่ไม่ใช่แค่บริหารงานกระทรวงเท่านั้น แต่ต้องบริหารจัดการกระจายอำนาจให้ สส. ด้วย

เพราะการได้เป็น สส. นับเป็น “จำนวนคน” เพื่อให้ได้เป็นรัฐบาล

เมื่อไม่ได้ สส. เกิน 251 ที่นั่ง หรือเกินครึ่งของจำนวนเต็ม 500 ในสภา

ก็ต้องเป็น “รัฐบาลผสม“ อันหมายความว่าต้องไปผสมกับพรรคการเมืองเก่าอื่นๆ ที่ใช้ระบบโควต้าอยู่

พรรคส้มจึงจะประสบความสำเร็จกับ The Professional ได้ก็ต่อเมื่อนายกฯ ต้องชื่อ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” และเป็นรัฐบาลพรรคเดียวเท่านั้น

แต่หากเป็นรัฐบาลผสมย่อมเกิดการต่อรองเสมือน “รถที่ดัดแปลงจากใช้น้ำมันเป็นใช้ก๊าซ” มันก้ำกึ่งไม่เต็มที่

พรรคส้มมีความคิดที่ดี ผมไม่ได้ค้าน จึงขอให้เข้าใจว่า

”หลักการของผมค้านในบางเรื่อง และสนับสนุนในบางเรื่อง“

สิ่งใดเป็นโทษ ผมเตือนจากประสบการณ์

หากมันเป็นประสบการณ์ที่แย่ก็ช่วยไม่ได้ เพราะคนทำงานการเมืองอย่างธนาธรย่อมต้องได้เห็นความแย่ ความเลวร้ายมามากพอควรแล้ว

สิ่งแย่ๆ เหล่านั้นไม่ได้หมายความว่าเราต้องเอามาใช้ตาม แต่ต้องจดจำไว้เป็น ”บทเรียน“ ที่ล้ำค่า

ไม่ว่าการหาเสียงด้วยการพาดพิงสถาบันหลักต่างๆ ที่สุ่มเสี่ยงต่อศรัทธาของคนไทย ไม่ควรทำ

หรือการถูกนักการเมืองที่เชี่ยวกรากหลอกลวง ทั้งที่มีคนคอยเตือนแล้ว

ผมไม่ได้เก่ง แต่ผมถูกหลอกมามากด้วยเล่ห์เหลี่ยมสารพัด

เรื่องพวกนี้มันไม่มีในตำรา ”รัฐศาสตร์“ เล่มใดที่บรรดาอาจารย์สอน แต่มาจากประสบการณ์จริง

วันนี้พรรคประชาชนพูดถูกใจ ทำถูกต้อง และไม่ใช่เรื่องใหม่ที่สังคมไทยไม่รู้

คนที่เข้ามาในการเมืองใหม่ๆ ต้องการแก้ไขอย่างที่พรรคส้มคิดจะทำ

แต่การเปลี่ยนแปลงระบบของไทยต้องค่อยเป็นค่อยไปอย่างมีชั้นเชิง

ลองหันย้อนไปในปี 2544 มีนักการเมืองชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่แรกเริ่มตั้ง “พรรคไทยรักไทย”

ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง “ระบบการเมือง” ในขณะนั้น

แต่ขนาดยังไม่ได้เปลี่ยนรวดเร็วอย่างพรรคประชาชน

ด้วยระยะเวลาเพียง 20 กว่าปีเท่านั้นเอง

ความเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้ ”มหาเศรษฐี“ และ ”นายกรัฐมนตรี“ คนเดียวที่จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวสำเร็จ

ปัจจุบันท่านต้องไปอยู่ที่ “คลองเปรม“

TheProfessional