การเมืองทั่วไป

“พิพัฒน์” ลุยชายแดนใต้ นราธิวาส–ปัตตานี กระแสแรง มั่นใจปักธงยกจังหวัด ชูทวงคืนโอกาส 30 ปี

แชร์ข่าว

"พิพัฒน์" แม่ทัพภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่หาเสียง นราธิวาส–ปัตตานี กระแสตอบรับคึกคัก ชูนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ ดันราคาเกษตร เพิ่มโควตาฮัจญ์ เดินหน้าเจรจาคืนสันติสุข ตั้งเป้าปักธงยกจังหวัด

วันที่ 10 ม.ค.69 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แม่ทัพภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย เดินหน้าลงพื้นที่หาเสียงอย่างเข้มข้นต่อเนื่องในจังหวัดนราธิวาสและจังหวัดปัตตานี ชูนโยบายดันราคาเกษตร–ปศุสัตว์ เพิ่มโควตาฮัจญ์ เดินหน้าเจรจาคืนสันติสุข หนุนเมกะโปรเจกต์ฟื้นความเจริญ ‘ทวงคืนโอกาส 30 ปี’ เปิดประตูเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยวยั่งยืน

ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและกระแสตอบรับจากพี่น้องประชาชนที่ดีมากเกินคาด สะท้อนความเชื่อมั่นต่อพรรคภูมิใจไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมประกาศความมั่นใจว่า การเลือกตั้งปี 2569 พรรคจะได้ที่นั่งเพิ่ม และมั่นใจ “นราธิวาสที่นั่งเพิ่ม “มากกว่า 2 เขต” และตั้งเป้าหมาย “ปักธงนราธิวาสครบทั้งจังหวัด 5 เขต”

ช่วงเช้า นายพิพัฒน์ พร้อมด้วย นายชลัฐ รัชกิจประการ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และผู้สมัครสส.จังหวัดนราธิวาส อาทิ นายมูฮำหมัด มามะ ผู้สมัครเขต 2, นายแวรุสลัน มะสาและ ผู้สมัครเขต 3, นายซาการียา สะอิ ผู้สมัครเขต 4 และนายนายมะสกรี สาและ ผู้สมัครเขต 5 ลงพื้นที่ตลาดตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เพื่อพบปะพูดคุยรับฟังเสียงสะท้อนจากพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนจำนวนมาก

นายพิพัฒน์ กล่าวกับประชาชนว่า ได้รับมอบหมายจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดูแลพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด แม้ระยะทางยาวไกล แต่ทีมผู้สมัครภูมิใจไทยทั้ง 14 จังหวัดมีความมุ่งมั่นที่จะดูแลรับใช้ประชาชนอย่างจริงจัง พร้อมย้ำว่า “ความหวังจะสำเร็จหรือไม่อยู่ที่พี่น้องประชาชน” แต่มั่นใจว่าจังหวัดนราธิวาสจะให้ความไว้วางใจมากกว่าครั้งที่ผ่านมา และขอโอกาสให้ผู้แทนภูมิใจไทยเข้าไปทำหน้าที่ในสภา เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

นายพิพัฒน์ ระบุว่า พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับปัญหาปากท้องเป็นอันดับแรก ชูนโยบาย ‘เกษตรบวกท่องเที่ยว’ ดันราคายาง–ปาล์ม–ลองกอง–ทุเรียน–มังคุด โดยเฉพาะพื้นที่นราธิวาสที่มีศักยภาพด้านเกษตรกรรม ทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน และ “ลองกองตันหยงมัส” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอำเภอระแงะ พร้อมประกาศเป้าหมายผลักดันให้ราคาลองกองหน้าสวนอยู่ที่ 50–60 บาทต่อกิโลกรัม และจะนำข้อเสนอไปหารือกับ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงทีมเศรษฐกิจพรรค เพื่อยกระดับราคาสินค้าเกษตรทั้งระบบในภาพรวมภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นยางพารา ปาล์มน้ำมัน ลองกอง ทุเรียน มังคุด และสินค้าเกษตรสำคัญอื่น ๆ

ในพื้นที่ตลาดตันหยงมัส ประชาชนจำนวนหนึ่งยังสะท้อนความเดือดร้อนเรื่องค่าครองชีพและการค้าขายที่ซบเซา พร้อมเรียกร้องให้โครงการ “คนละครึ่งพลัส” กลับมาอีกครั้ง ซึ่งนายพิพัฒน์ยืนยันว่า “คนละครึ่งพลัส” เป็นนโยบายต่อเนื่องที่พรรคทำจริงและทำได้ โดยเคยเดินหน้าแล้วแต่สะดุดเพราะการยุบสภา และย้ำว่าจะกลับมาผลักดันให้เกิดขึ้นอีกครั้งเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยมีแนวทางยกระดับเศรษฐกิจชายแดนใต้ด้วยโครงการขนาดใหญ่ เช่น การผลักดัน “นิคมอุตสาหกรรมจะนะ” บนพื้นที่ประมาณ 20,000 ไร่ เพื่อรองรับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมฮาลาล เชื่อมโยงสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ในพื้นที่ให้มีตลาดรองรับ เพิ่มมูลค่าและสร้างงานในท้องถิ่น พร้อมแนวคิดใช้พื้นที่รกร้างให้เกิดประโยชน์ นำมาเลี้ยงวัว–แพะ และต่อยอดมูลสัตว์สู่พลังงานชีวมวล/ไบโอแก๊ส ช่วยลดรายจ่ายด้านพลังงานให้ประชาชน รวมถึงแนวทางให้ชุมชนมีส่วนร่วมเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ และชุมชนรอบพื้นที่ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านพลังงาน

นายพิพัฒน์ ย้ำว่า จะผลักดันแก้ปัญหาที่ดิน–การศึกษา–อาชีพเสริม ปักหมุดให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่ม โดยปัญหาที่ดินรกร้างหรือการครอบครองที่ดินที่ยังไม่ได้เอกสารสิทธิ์ ต้องมีผู้แทนเข้าไป “ต่อสู้ในสภา” เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ประชาชน รวมถึงการยกระดับการศึกษาให้เยาวชนเข้าถึงโอกาสอย่างทั่วถึง และการสร้างอาชีพเสริมให้เกิดขึ้นจริงในชุมชน โดยเฉพาะแนวคิดนำที่ดินสาธารณะรกร้างกลับมาฟื้นฟูปลูกพืชพลังงาน เช่น หญ้าเนเปียร์ สะเดาช้าง กระถินณรงค์ เพื่อนำไปต่อยอดด้านปศุสัตว์และพลังงาน สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่

อีกทั้งวางนโยบาย การเพิ่มโควตาฮัจญ์–ลดค่าใช้จ่าย ย้ำความจำเป็นของพี่น้องมุสลิมภาคใต้ ซึ่ง การเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ว่า เป็นความจำเป็นสำคัญของพี่น้องชาวมุสลิม โดยได้หารือร่วมกับ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนายชาดา ไทยเศรษฐ์ เพื่อผลักดันให้มีการเพิ่มโควตาฮัจญ์ของไทยจากปีละ 12,000 คน พร้อมเดินหน้าลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น โดยเชื่อว่า ซาอุดีอาระเบียมีแนวโน้มเพิ่มโควตาให้ไทย และรัฐบาลต้องเร่งดำเนินการให้เป็นผล

นายพิพัฒน์ ระบุว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่ปี 2547 ส่วนหนึ่งมาจาก “ความไม่เท่าเทียม” จำเป็นต้องมีมาตรการที่ตอบโจทย์พื้นที่จริงมากขึ้น เพื่อให้ความสงบร่มเย็นก่อนปี 2547 กลับมา พร้อมประกาศชัดว่า ตน “พร้อมเป็นคนกลาง” เพื่อเปิดเวทีการพูดคุยเจรจาทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะหลายพื้นที่ในโลกสามารถคลี่คลายปัญหาได้ด้วยการเจรจา และเมื่อเกิดความสงบ จะนำไปสู่การฟื้นเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเปิดประตูสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่โอกาสใหม่อย่างยั่งยืน

บ่ายวันเดียวกัน นายพิพัฒน์ เดินทางไปยังปัตตานี ขอคะแนนครบ 5 เขต ชู ‘ลองเลือกภูมิใจไทย’ ถ้าไม่เปลี่ยน รอบหน้าไม่ต้องเลือก โดยเดินทางไปยังหอประชุมโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เพื่อช่วยผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทยหาเสียง โดยมีนายชลัฐ รัชกิจประการ และนายธนกร วังบุญคงชนะ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมลงพื้นที่ พร้อมขอให้ประชาชน “กาภูมิใจไทยให้ครบทั้ง 5 เขต” ปัตตานีมีผู้สมัครคือ นายบาฮารุดดีน​ ยูโซะ ผู้สมัครเขต1, นายคอซีย์​ มามุ​ ผู้สมัครเขต2, นายบูรฮันธ์​ สะเม๊าะ ผู้สมัครเขต3, นายอริญชัย​ ซูสารอ ผู้สมัครเขต4, นายสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส ผู้สมัครเขต5 และกาพรรคภูมิใจไทย เบอร์ 37 เพื่อให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้เห็นพลังศรัทธาของประชาชนที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน กระแสตอบรับดีเกินคาด และมั่นใจว่าภูมิใจไทยจะได้ที่นั่งเพิ่ม พร้อมขอโอกาสพี่น้องประชาชนร่วมกัน “ทวงคืนโอกาส 30 ปีที่หายไป” เพื่อให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เดินหน้าไปสู่การพัฒนาที่มั่นคง เท่าเทียม และดีกว่าเดิมในทุกมิติ

จากนั้น นายพิพัฒน์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประกาศบนเวทีหาเสียง ที่จังหวัดนราธิวาสและปัตตานี ว่าจะได้ สส.ของพรรคภูมิใจไทยยกทั้งจังหวัด ว่า ส่วนตัวมั่นใจในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา จะปักธงได้ทุกจังหวัด พร้อมย้ำว่าส่วนตัวมั่นใจปัตตานีจะได้ยกทั้งจังหวัด ส่วนนราธิวาสมั่นใจจะได้ สส.มากกว่า 2 คนจากเดิม ขณะที่จังหวัดยะลาที่เดิมไม่มี สส.แม้แต่เขตเดียว แต่จากการลงพื้นที่ช่วงปีใหม่ มั่นใจจะปักธงได้มากกว่า 1 เขต

เมื่อถามถึงการเปิดเวทีปราศรัยในช่วงโค้งครั้งสุดท้าย นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังประสานผู้ใหญ่ในพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ ให้ลงพื้นที่มาปราศรัยสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ยืนยันว่าส่วนตัวจะจัดเวทีปราศรัยให้พี่น้องประชาชน กระจายทุกพื้นที่ชายแดนภาคใต้