นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรคและหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยผ่านรายการ "สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์" ถึงบริบทการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 โดยยอมรับว่ามีความแตกต่างจากการเลือกตั้งปี 2566 ที่พรรคเคยมีกระแสของพลเอกประยุทธ์ จันโอชา หรือ "ลุงตู่" เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ อย่างไรก็ตาม นายนราพัฒน์ยืนยันว่าหัวใจสำคัญของพรรครวมไทยสร้างชาติคือการเป็น "พรรคคนทำงาน" ซึ่งพลเอกประยุทธ์ได้วางรากฐานแนวทางนี้ไว้ และนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน ก็เป็นผู้ที่ถอดแบบวิธีการทำงานดังกล่าวมาอย่างครบถ้วนในฐานะมือทำงานที่ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญมาโดยตลอด
"ต้องบอกว่าพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคที่ทำงาน ซึ่งสไตล์ของพรรคเราก็คือสไตล์คนทำงานเหมือนที่ลุงตู่ท่านทำไว้ ท่านพีระพันธุ์เองก็ถอดแบบมาเพราะท่านเป็นเหมือนมือซ้ายมือขวาของลุงตู่ที่ได้รับมอบหมายให้ไปแก้ปัญหาสำคัญของประเทศมาตลอด วันนี้แม้ไม่มีลุงตู่ก็ยังมีลุงพีที่จะทำงานต่อในสไตล์ของท่านเองโดยไม่สนใครจะว่าอย่างไรหรือทุนจะหดหายไปแค่ไหน เพราะเป้าหมายคือการเข้ามาทำงานให้บ้านเมือง และอยากให้ประชาชนให้โอกาสคนทำงานได้เข้าไปสร้างพลังในการผลักดันกฎหมายเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม"
ในส่วนของความคาดหวังและโอกาสในการเลือกตั้งปี 2569 พรรครวมไทยสร้างชาติตั้งเป้าหมายที่จะคว้าที่นั่ง สส. ให้ได้มากกว่า 25 เสียง เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในสภา นายนราพัฒน์มองว่าในบรรดากลุ่มพรรคการเมืองที่มีแนวทางใกล้เคียงกัน นายพีระพันธุ์ถือเป็นผู้นำที่มีความโดดเด่นที่สุดด้วยความเด็ดขาดและผลงานเชิงประจักษ์ จึงอยากเชิญชวนให้ประชาชนที่ต้องการเห็นผู้นำที่กล้าตัดสินใจและเน้นการทำงานจริงหันมารวมพลังสนับสนุนพรรคเพื่อไม่ให้คะแนนเสียงกระจัดกระจายจนเปิดโอกาสให้กลุ่มการเมืองที่ใช้ระบบ "กระสุน" หรือผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามามีบทบาทเหนือผลประโยชน์ของชาติ
"เป้าหมายของเราคืออยากได้ที่นั่งให้มากที่สุด แต่หากได้เกิน 25 เสียงขึ้นไป เราก็สามารถเสนอชื่อท่านพีระพันธุ์เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้อย่างเป็นทางการ ผมมองว่าในบรรดาพรรคการเมืองฝั่งที่ทำงานเพื่อชาติ พี่พีระพันธุ์มีความโดดเด่นที่สุดในการใช้ความเด็ดขาดแก้ปัญหา ดังนั้นเราควรรวมพลังสนับสนุนท่านเพื่อโอกาสในการเป็นนายกรัฐมนตรีที่จะเข้าไปล้างระบบการเมืองเก่าที่เน้นเรื่องโควตารัฐมนตรีหรือการซื้อขายตัว สส. ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้การเมืองไม่ไปไหนและนำไปสู่การยุบสภาเพราะผลประโยชน์ไม่ลงตัว" นายนราพัฒน์ กล่าว








