การเมืองทั่วไป

ปชน.เปิดตัว "มุนินทร์ พงศาปาน" อดีตคณบดีนิติฯ มธ. ว่าที่ รมว.ยุติธรรม

แชร์ข่าว

วันที่ 5 ม.ค.69 พรรคประชาชน เปิดตัวทีมบริหารรัฐบาลประชาชนเป็นคนแรก ได้แก่ รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

โดย เพจเฟซบุ๊ก พรรคประชาชน ได้โพสต์คลิป The Professionals ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน EP.1 - โดยในช่วงหนึ่ง รศ.ดร.มุนินทร์ กล่าวว่า พร้อมที่จะเป็น รมว.ยุติธรรม และเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมีส่วนร่วมที่จะขับเคลื่อนวาระที่อยากเห็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม"

จากนั้นได้ โพสต์ข้อความีอกว่า The Professionals ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

“ได้เวลาคืนความปกติให้กระบวนการยุติธรรมไทย”

ในวัย 46 ปี

ผมโตทันได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและระบบกฎหมายทั้งช่วงก่อนและหลังยุครัฐธรรมนูญ

2540

ผมเรียนปริญญาตรีกฎหมายที่ธรรมศาสตร์เมื่อปี 2541 จบแล้วเป็นทนายความในสำนักงานกฎหมายของอังกฤษช่วงสั้นๆ

ก่อนเข้าเป็นอาจารย์ประจำที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2546

ช่วงที่เป็นนักศึกษากฎหมายจนถึงตอนเป็นอาจารย์สอนกฎหมายใหม่ๆ

เคสที่สอนกันในห้องเรียนเป็นปัญหาการใช้การตีความกฎหมายทั่วๆ ไป

แต่ไม่ใช่ปัญหาร้ายแรงเกินความสามารถของกระบวนการยุติธรรมไทยในเวลานั้นที่จะจัดการ

ระบบการเมืองและกฎหมายเข้าสู่สภาวะถดถอยภายหลังการรัฐประหารปี 2549 ความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมืองด้วยอำนาจพิเศษและกลไกทางกฎหมายที่พิสดาร รวมถึงความไม่เชื่อมั่นในความเป็น ‘คนเท่ากัน’ ของคนไทยว่าจะมีความสามารถและเจตจำนงที่จะฝ่าฟันจากวิกฤตการณ์ต่างๆ ได้ทำให้ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ปกติของไทยถูกตัดแต่งพันธุกรรมครั้งใหญ่ตั้งแต่รัฐธรรมนูญไปจนถึงระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องจนมีสภาพพิกลพิการมาจนถึงทุกวันนี้

การรัฐประหารปี 2557 และรัฐธรรมนูญ 2560 ซ้ำเติมการเมืองและกฎหมายไทยให้ยิ่งจมดิ่งลงไปในเหวลึก

ตอนเป็นอาจารย์ใหม่ๆ ผมเคยคิดว่า การเมืองกับกฎหมายเป็นเรื่องที่แยกกันได้ ไม่ว่าการเมืองจะดีเลวอย่างไร นักกฎหมายก็ยังสามารถทำหน้าที่ปกติต่อไปได้

หลังจากไปเรียนต่อปริญญาโทและปริญญาเอกที่สหราชอาณาจักรในด้านกฎหมายเปรียบเทียบและประวัติศาสตร์กฎหมาย

เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่เกี่ยวกับการรับกฎหมายต่างประเทศ (legal transplant) ก็เริ่มตกผลึกว่า สังคมจะดี ทั้งการเมืองและกฎหมายต้องดีไปด้วยกัน

การเมืองที่ดีคือการเมืองที่ประชาชนเป็นใหญ่ ส่วนกฎหมายที่ดีคือกฎเกณฑ์ที่เกิดจากเจตจำนงของประชาชน และนี่เป็นหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยง่ายๆ ที่ใครๆ ก็รู้กัน

แต่ถึงเวลานี้คนไทยส่วนใหญ่คงตระหนักเหมือนผมว่า หลักการง่ายๆ

เหล่านี้กลายเป็นความเพ้อฝันสำหรับสังคมไทยมากขึ้นทุกขณะ

ผมกลับมาจากต่างประเทศเมื่อปี 2556 ทำงานสอนกฎหมายต่อที่ธรรมศาสตร์ ได้รับมอบหมายงานบริหารจัดการหลักสูตรปริญญาตรีกฎหมายเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งในเวลานั้นคนจำนวนมากคิดว่ายากที่จะทำให้สำเร็จ ต่อมาเป็นรองคณบดี และเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์เมื่อปี 2562

เริ่มงานคณบดีได้ไม่กี่เดือนก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีบอสกระทิงแดง ทำให้ได้รู้เห็นปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไทยที่น่าตกใจด้วยตาตัวเอง

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันสังคมไทยก็เผชิญกับโรคระบาดโควิดและการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยของคนรุ่นใหม่ คนส่วนใหญ่ในสังคมคงเห็นไม่ต่างกันว่าถ้าการเมืองดี สังคมไทยคงไม่ต้องสูญเสียขนาดนั้น ถ้าบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยและมีความหวัง คงไม่มีใครออกมาชุมนุมเรียกร้องกันใหญ่โตขนาดนั้น

หลังรัฐธรรมนูญ 2560 ใช้บังคับ ผมเฝ้ามองและวิพากษ์วิจารณ์ผลลัพธ์อันพิสดารของรัฐธรรมนูญและหายนะที่เกิดขึ้นกับระบบกฎหมายและกระบวนยุติธรรม

เราเห็นการเลือกและปลดนายกรัฐมนตรี การยุบพรรคตัดสิทธินักการเมืองด้วยกลไกทางกฎหมายที่พิสดารไม่เหมือนใครในโลก เพื่อความสงบเรียบร้อยที่ฉาบฉวยซึ่งถูกใช้หลอกล่อผู้คนให้โหวตรับรัฐธรรมนูญ

โดยไม่รู้ว่าต้องจ่ายราคาค่าตอบแทนที่สูงลิ่วในเวลาต่อมา

ทั้งหมดนี้คือความอ่อนแออย่างที่สุดของระบบการเมืองและกฎหมาย

ซึ่งแน่นอน ถึงตอนนี้แม้แต่ชาวบ้านทั่วไปก็ไม่สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำแล้วว่ามันเป็นแค่ปัญหาของนักการเมืองและนักกฎหมาย

ความอ่อนแอของการเมืองและกฎหมายไทยส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนทั่วไปที่สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยและปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกหย่อมหญ้า

หลักการกฎหมายที่สอนในกันในมหาวิทยาลัยไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่ความเป็นจริงของการเมืองและกฎหมายของไทยห่างไกลจากสิ่งที่สอนมากขึ้นทุกขณะ จนทำให้หลักการที่สอนกลายเป็นเพียงความเพ้อฝัน

แต่ความเพ้อฝันเหล่านี้เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงความหวังของคนเป็นอาจารย์

ความหวังที่จะเห็นการเมืองและกฎหมายที่ดีกว่านี้

เมื่อผมได้รับการทาบทามจากพรรคประชาชนให้เข้าร่วมทีมบริหารเพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านกระบวนการยุติธรรม หากพรรคชนะการเลือกตั้งและมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล

ผมตัดสินใจตอบตกลงด้วยเหตุผลสามประการ

ประการแรก

นโยบายของพรรคโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกระบวนกระยุติธรรมสอดคล้องกับหลักการและจุดยืนที่ผมยึดถือ

ประการที่สอง

พรรคมีอุดมการณ์และมีความเชื่อมั่นศรัทธาในหลักการประชาธิปไตยและนิติธรรมอย่างเหนียวแน่น

พรรคได้พิสูจน์ให้เห็นเป็นประจักษ์แล้วว่า ไม่ว่าจะถูกทำลายกี่ครั้งก็ยังคงยืนหยัดในหลักการนี้อย่างมั่นคง

และประการสุดท้าย

ผมมีครอบครัว มีลูกๆ และผมมีความฝัน ความฝันที่จะเห็นสังคมไทยดีขึ้น ไม่ใช่แค่สำหรับผม แต่เป็นสังคมที่ดีสำหรับลูกๆ และสำหรับทุกๆ คน

ผมไม่ได้อยากเห็นระบบการเมืองและกฎหมายที่พิเศษพิสดารใดๆ

แต่อยากเห็นแค่การเมืองที่แสนจะปกติธรรมดาภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เป็นการเมืองที่เมื่อเกิดวิกฤตจะสามารถแก้ไขได้ด้วยเจตจำนงของประชาชนไม่ว่าจะโดยตรงหรือผ่านผู้แทนของประชาชน

ผมอยากเห็นกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส เป็นธรรมและเป็นอิสระ

ประชาชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมสามารถต่อสู้คดีได้อย่างเป็นธรรม

ไม่ต้องหวังพึ่งเส้นสายหรือเงินทองเพื่อให้ได้รับความยุติธรรม

ผมและพรรคประชาชนมีความฝันอย่างเดียวกันในเรื่องเหล่านี้

แน่นอน

ในฐานะนักกฎหมายผมตระหนักดีว่า การบริหารงานกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นงานที่ยากที่สุดงานหนึ่งของรัฐบาล

เพราะองค์กรในกระบวนการยุติธรรมส่วนใหญ่เป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นและมีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ฝ่ายบริหารเป็นเพียงองค์กรหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น

อย่างไรก็ตามฝ่ายบริหารมีความสามารถและทรัพยากรในการทำงานเชิงรุกเพื่อส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และในการประสานงานกับฝ่ายนิติบัญญัติและองค์กรในกระบวนการยุติธรรมทั้งหลายเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

ผมไม่รู้ว่าพรรคประชาชนจะชนะการเลือกตั้งและมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาลหรือไม่

แต่ขอแสดงเจตจำนงไว้ ณ ที่นี้ว่าพร้อมที่จะเดินออกจากห้องเรียนที่พร่ำสอนหลักทฤษฎี

และร่วมกันขับเคลื่อนให้ความเพ้อฝันเป็นความจริง

เพื่อการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยและระบบกฎหมายภายใต้หลักนิติธรรม

มุนินทร์ พงศาปาน

อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม



ข่าวแนะนำ