วันที่ 16 ธ.ค. 2568 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย ได้จัดงาน “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” เพื่อเปิดตัวผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย นอกจากนี้ยังมีนโยบายด้านอื่นๆ อาทิ ใช้สโลแกน thacca ofos คนไทย อาหารไทย หนังไทยดังไปทั่วโลก เพื่อไทยทำได้ หวยเกษียณ ลุ้นโชควันนี้ ชีวิตดีหลังเกษียณ เพื่อไทยทำได้ ล้างหนี้ประชาชน เริ่มต้นชีวิตใหม่ เพื่อไทยทำได้ 30 บาทรักษาทุกที่ รักษาดี อยู่ดี ตายดี เพื่อไทยทำได้ บ้านเพื่อคนไทย ผ่อนถูกกว่าเช่า ทุกคนมีบ้านได้ เพื่อไทยทำได้ 20 บาทตลอดสาย รถเมล์ติดแอร์ 10 บาท เพื่อไทยทำได้
ทั้งนี้ก่อนที่จะเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ 3 ท่านได้ เปิดคลิปวีดีโอ การหาเสียงตั้งแต่ยุค นายทักษิณ ชินวัตร นายสมัคร สุนทรเวช นายสมชายวงศ์สวัสดิ์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายเชษฐา ทวีสิน และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร
จำนวน 3 คน คือศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ โดยอดีตนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เข้าร่วมฟังการแสดงวิสัยทัศน์ครั้งนี้ ร่วมกับสมาชิกพรรคเพื่อไทย และพี่น้องประชาชน
โดยเริ่มจากส่วนทางด้วนนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศยกเครื่องพรรคเพื่อไทย สู่ภารกิจยกเครื่องประเทศไทย โดยชูนโยบายแก้เศรษฐกิจปากท้องของประชาชนกล่าวว่า ตนเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ไม่ได้เป็นเพียงตำแหน่ง แต่คือความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นพรรคเพื่อไทยกลับมาเข้มแข็ง และเป็นความหวังของประเทศอีกครั้ง
ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยได้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการสื่อสารกับประชาชนเชิงรุก การทำงานในสภาอย่างเข้มข้น การตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ที่รวมคนทุกวัย ทุกภูมิภาค และการพัฒนานโยบายที่รับฟังทั้งนักวิชาการและเสียงประชาชน โดยทั้งหมดเกิดจากความร่วมมือของสมาชิกพรรคที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา พรรคไม่เคยละทิ้งประชาชน วันนี้พรรคพร้อมแล้วจากการยกเครื่องภายใน สู่ภารกิจที่ใหญ่กว่า คือการยกเครื่องประเทศไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
นายจุลพันธ์ กล่าวถึงเส้นทางทางการเมืองว่า เข้าสู่การเมืองกว่า 20 ปี จากพื้นที่ชายขอบจังหวัดเชียงใหม่ แม้จะมีโอกาสทางการศึกษาและการทำงานในต่างประเทศ แต่การได้เห็นความเหลื่อมล้ำระหว่างความมั่งคั่งและความยากลำบาก ทำให้เกิดความมุ่งมั่นใช้ความรู้ทางเศรษฐกิจปลดโซ่ตรวนชีวิตของคนไทย ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่ประชาชนเผชิญ ไม่อาจสะท้อนด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะคือความทุกข์ ความเครียด และความไม่มั่นคงในชีวิต
โดยเฉพาะภาระหนี้สินและสังคมสูงวัยที่ผู้สูงอายุจำนวนมากไม่มีเงินออม สำหรับนโยบายเร่งด่วน พรรคเพื่อไทยจะผลักดัน “หวยเกษียณ” ภายใน 3 เดือนแรกของการเป็นรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนการเสี่ยงโชคเป็นการออม สร้างหลักประกันทางการเงินให้ผู้สูงอายุ ควบคู่กับสวัสดิการของรัฐ ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยเตรียมเดินหน้ามาตรการ “ล้างหนี้ให้คนไทย” มองว่าปัญหาหนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยประกอบด้วย การแก้หนี้นอกระบบด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การเปิดโอกาสให้ปิดหนี้เสีย (NPL) ด้วยการจ่ายเพียงบางส่วน การพักหนี้เกษตรกร 3 ปี การปลดหนี้ผู้สูงอายุ และการให้รางวัลลูกหนี้ชั้นดี
“การแก้หนี้ประชาชนไม่ใช่การแจกเงิน แต่คือการซ่อมฐานรากของระบบเศรษฐกิจไทย เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยมุ่งสร้างสังคมที่ประชาชน “มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี” และพร้อมยกเครื่องประเทศไทยเพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่า” นายจุลพันธ์ กล่าว
ด้านนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ชูวิสัยทัศน์ยกเครื่องประเทศ ดันคมนาคมเปิดโอกาสคนไทย สานต่อ 20 บาทตลอดสาย–บ้านเพื่อคนไทย กล่าวว่า การพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะระบบคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนทุกระดับ จากประสบการณ์ในฐานะผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ทำให้เห็นข้อจำกัดของระบบราชการที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ จึงตัดสินใจเข้าสู่การเมืองเพื่อร่วมแก้ไขระบบ
โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ซึ่งเป็นฐานการจ้างงานหลักของประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ตลอด 27 ปีของการทำงานการเมือง ตนภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันนโยบายสำคัญ อาทิ การแปรรูป ปตท. และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) รวมถึงการเร่งรัดก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิให้แล้วเสร็จและเปิดใช้งานในปี 2549 ภายในเวลาเพียง 4 ปี 9 เดือน ซึ่งช่วยยกระดับบทบาทประเทศไทยบนเวทีการบินโลก
นายสุริยะ กล่าวต่อว่า สนามบินสุวรรณภูมิไม่ใช่เพียงสนามบิน แต่คือประตูเศรษฐกิจของประเทศที่เชื่อมไทยกับโลก โดยหลังเข้ารับตำแหน่งในปี 2566 ได้เร่งฟื้นฟูคุณภาพการให้บริการ นำเทคโนโลยีสากลมาใช้ ลดเวลารอคิวผู้โดยสารจากเฉลี่ย 40 นาที เหลือประมาณ 5 นาที ส่งผลให้อันดับสนามบินสุวรรณภูมาดีขึ้นจากอันดับที่ 77 ของโลกในปี 2565 มาอยู่ที่อันดับ 39 ในปี 2568 นอกจากนี้การพัฒนาคมนาคมของประเทศ ผ่านการเชื่อมระบบถนน ระบบราง ระบบการบิน และท่าเรือ เข้าด้วยกันเป็นโครงข่ายเดียว ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ IoT บริหารจัดการโลจิสติกส์อย่างไร้รอยต่อ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าและการขนส่งของภูมิภาค โดยคมนาคมไม่ได้พาคนไปสู่ที่หมาย แต่ต้องพาคนไปสู่อนาคต
“สำหรับนโยบายเร่งด่วนยืนยันการสานต่อ “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” โดยหากพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ประชาชนจะสามารถใช้ได้ภายใน 3 เดือน พร้อมพัฒนา Feeder ควบคู่ผ่านนโยบาย “รถเมล์แอร์ 10 บาท” เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงการเดินทางคุณภาพได้จริง ส่วนนโยบาย “บ้านเพื่อคนไทย” ได้เริ่มต้นด้วย 4 โครงการนำร่อง เน้นบ้านในทำเลศักยภาพ ใกล้ระบบคมนาคม ใกล้แหล่งงาน และจ่ายไหว
เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพาคนเดินทาง แต่ช่วยให้คนไทยตั้งหลัก มีบ้าน มีคุณภาพชีวิต และมีอนาคตที่มั่นคง พรรคเพื่อไทยยังมีพลัง อุดมการณ์ และทีมงานที่ผสานประสบการณ์กับพลังคนรุ่นใหม่ พร้อมอาสารับภารกิจในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพื่อรวมพลัง “ยกเครื่องประเทศไทย” ให้เดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม และยกระดับชีวิตคนไทยทุกคน”นายสุริยะ กล่าว
ขณะที่ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศ โดยย้ำว่าชีวิตของตนคือภาพสะท้อนของคนไทยจำนวนมากที่เติบโตจากครอบครัวข้าราชการและพยาบาล ย้ายถิ่นฐานไปหลายจังหวัด เรียนในโรงเรียนประจำจังหวัด และได้รับการปลูกฝังว่าความรู้และความขยันคือหนทางเปลี่ยนชีวิต พร้อมยืนยันว่า “ในประเทศไทย หากตั้งใจจริง ทุกอย่างเป็นไปได้ สำหรับเส้นทางการทำงานด้านวิศวกรรมศาตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เริ่มต้นกว่า 18 ปีก่อนที่มหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้พัฒนาเทคโนโลยี Brain-Computer Interface (BCI) เพื่อช่วยผู้พิการ รวมถึงการก่อตั้งสตาร์ทอัพด้านการป้องกันอุบัติเหตุจากการหลับใน เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุเพื่อไม่ให้ผู้คนประสบอุบัติเหตุจนนำไปสู่ความพิการได้ พร้อมไปกับการสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญระดับโลก จนสามารถนำทีมนักศึกษาไทยเข้าแข่งขันระดับนานาชาติในเวที Cybathlon ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดสู่ระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทย
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ประเทศไทยเคยผ่านวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2540 และสามารถฟื้นตัวได้จากความเชื่อมั่นว่าคนไทย “ทำได้” พร้อมยกบทบาทของ “พรรคไทยรักไทย” ในอดีตที่สร้างนโยบายเปลี่ยนชีวิตประชาชน และปลดวิกฤตให้กับประเทศไทยได้ แต่ตลอดเส้นทางกลับเผชิญความไม่เป็นธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถึงปัจจุบันปี 2568 ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ “Perfect Storm” ทั้งเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี นายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยพยามแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างเต็มที่ แต่สถานการณ์ทางการเมืองของไทยที่ทำให้ต้องเปลี่ยนนายกฯ ปีละครั้ง การที่ทำได้ขนาดนี้ก็ต้องชื่นชมอดีตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึงทิศทางอนาคตของประเทศไทยด้วยว่า วันนี้ถ้าเราเลือกที่จะทำสิ่งใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับโครงสร้างเทคโนโลยี โดยใช้ความคิดสร้างสรรคของคนไทย ก็เชื่อว่าอนาคตที่ดีของประเทศไทยเป็นไปได้ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ประกาศตัวว่า จะนำพาประเทศไทยพาล้นจากวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่ไปให้ได้ โดยเสนอเป้าหมายยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงให้เร็วที่สุด โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI เป็นแกนหลัก ผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพเศรษฐกิจเดิม (Old Economy) ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในส่วนของภาคเกษตรกรรม อุตสาหรกรรมการผลิต และภาคการบริการ พร้อมไปกับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) จากศักยภาพท้องถิ่นผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย ครอบคลุมการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ การผลิตอุตสาหกรรม และสุขภาพและคุณภาพชีวิต
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันบทบาทภาครัฐเองก็ต้องปรับตัวเช่นกัน เพื่อรองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยมีสิ่งรัฐบาลต้องเดินหน้า 3 ด้าน คือ 1.สร้างความมั่นคงรอบด้าน ทั้งการทหาร ความมั่นคงไซเบอร์ ความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน และการรับมือ Climate Change ควบคู่การทูตที่รักษาสมดุลผลประโยชน์ของไทย 2.สร้างความเชื่อมั่นผ่านการฟื้นฟูหลักนิติธรรม คืนความยุติธรรมให้ประชาชน ใช้ Digital Goverment สร้างความปลอดใสป้องกันการคอร์รับชัน ควบคู่ไปกับ AI Transformation สร้างระบบรัฐแบบ One Stop Service และ3.การวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ ตั้งแต่คมนาคม โลจิสติกส์ ความปลอดภัยด้วย AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด สวัสดิการ การศึกษา วิจัย และนวัตกรรม เพื่อรองรับทั้งเศรษฐกิจใหม่และยกระดับเศรษฐกิจเดิม โดยให้ความสำคัญกับการเตรียมคนให้สอดรับกับการวางโครงสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจใหม่
“คนไทยทุกคนต้องได้รับโอกาสในการเติบโตที่เท่ากัน ไม่ว่าวันนี้เขาจะเกิดที่ไหน ในแผ่นดินไทยเขาเป็นคนไทย เขาต้องได้รับโอกาสที่เท่ากัน สิ่งที่เราจะทำเราไม่ได้ทำเพื่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่เราจะทำเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยมีหัวใจอยู่ที่ประชาชน ทุกคนครับการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่การเดินทางของพรรคเพื่อไทย แต่เป็นการเดินทางเพื่อให้เราได้กลับมาเพื่อช่วยกันสร้างประเทศของเราขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
วันนี้ทุกคนจากพรรคไทยรักไทย จากพรรคที่ไม่ได้รับความยุติธรรม ทุกคนกลับมาที่บ้านของพวกเรา บวกกับคนรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อไทย พวกเรามารวมกัน ผมมั่นใจมากว่าเราทำได้ เริ่มจากวันนี้ เวลานี้ วินาทีนี้ ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้ ถ้าเพื่อไทยทำได้ ประเทศไทยก็ทำได้แน่นอน" ศ.ดร.ยศชนันกล่าว








