เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เพจเอ้ดดี้ อัษฎางค์ โพสต์บทความแสดงความเห็นในเพจส่วนตัว ระบุว่า สม รังสี ยุให้เขมรเขียนอีเมลไปฟ้องทรัมป์แต่ความจริง เขา "ใช้ไทย" เป็นเครื่องมือ เพื่อเล่นงานรัฐบาลฮุน มาเนต
#อัษฎางค์ยมนาค #อ่านเกมอำนาจ
สม รังสี ไม่ได้มีเป้าหมายโจมตีประเทศไทยเป็นหลักแต่เขา "ใช้ไทย" เป็นเครื่องมือ เพื่อเล่นงานรัฐบาลฮุน มาเนตสม รังสี ใช้ "ประเทศไทย" เป็นเพียง "เครื่องมือ" หรือ "ฉาก" เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองภายในประเทศกัมพูชา โดยมีเป้าหมายหลักคือรัฐบาลของ นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต และนายฮุน เซน นั้น เป็นไปได้สูงมาก และสอดคล้องกับพฤติกรรมทางการเมืองของเขา
เหตุผลที่ชัดเจนในเชิงการเมืองและการทูต ที่ชี้ว่าเป้าหมายของ สม รังสี ไม่ได้อยู่ที่การสร้างความเสียหายที่ยั่งยืนต่อประเทศไทย แต่เป็นการบ่อนทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลกัมพูชา
จุดยืนที่สม่ำเสมอทางการเมืองของ สม รังสี ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาได้กำหนดขั้วชัดเจนว่า เขาคือ ผู้ต่อต้านระบอบฮุน เซน โดยมีแก่นหลักคือการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและการปฏิรูป
สม รังสี ไม่มีประวัติต่อต้านไทย หากเขาเป็นนักชาตินิยมต่อต้านไทยจริง (แบบบางฝ่ายใน CPP) เขาจะมีแคมเปญใหญ่ในอดีตเกี่ยวกับประเด็นปราสาทพระวิหารหรือพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล แต่เขาไม่เคยมี สิ่งนี้ยืนยันว่า การโจมตีไทยเป็นเพียงยุทธวิธี (Tactic) ไม่ใช่เป้าประสงค์ (Objective)
การวิเคราะห์จากเนื้อหาของจดหมาย เนื้อหาในจดหมายไม่ได้จบที่การประณามไทย แต่เชื่อมโยงเหตุการณ์ไปสู่ ความล้มเหลวของรัฐบาลกัมพูชา ในการ "ปกป้องประชาชน" และการสร้างความไม่มั่นคงให้กับ "ผู้ลี้ภัยในไทย" เป็นการโจมตีรัฐบาลกัมพูชาทางอ้อม
ประเด็นสำคัญคือการเน้นย้ำถึง "ข้อตกลงสันติภาพที่เกิดในยุคของทรัมป์" ที่ถูกทำลาย เป็นการจงใจเชื่อมโยงปัญหาชายแดนเข้ากับความชอบธรรมระหว่างประเทศของรัฐบาลฮุน มาเนต เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลปัจจุบันทำให้ประเทศกลับไปสู่ความไม่มั่นคง
ทำไมต้องทรัมป์/ทำเนียบขาว: การส่งจดหมายถึงโดนัลด์ ทรัมป์ (หรือทำเนียบขาว) ไม่ใช่ช่องทางที่มีประสิทธิภาพในการกดดันไทย (พันธมิตรของสหรัฐฯ) เลย แต่เป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการ ระดมฐานเสียงกัมพูชา-อเมริกัน และสร้างความสนใจในสื่อของสหรัฐฯ
การกระทำนี้สร้าง "ผลกระทบทางการรับรู้" ต่อรัฐบาลกัมพูชาในเวทีสหรัฐฯ มากกว่าการสร้างผลกระทบทางนโยบายต่อไทยหากเป้าหมายหลักคือการลงโทษไทยจริง เขาจะใช้ช่องทางที่เชี่ยวชาญในการเล่นงานประเด็นสิทธิมนุษยชนและการทหารโดยตรง เช่น UNHRC หรือ NGO สิทธิมนุษยชนการเลือกใช้ "ฐานเสียงกัมพูชา-อเมริกัน" ให้ส่งอีเมลพร้อมกันเป็นการแสดงให้เห็นว่า เป้าหมายคือการ ระดมทรัพยากรทางการเมือง (Political Mobilization) ของผู้ต่อต้านรัฐบาลกัมพูชาในต่างแดน
ดราม่าที่ "ครบเครื่อง": เหตุการณ์ชายแดนในช่วงนั้นมีความตึงเครียด มีการยิงและมีการกล่าวอ้างความสูญเสียของพลเรือน ซึ่งเป็น วัตถุดิบทางอารมณ์ (Emotional Resource) ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการสร้างเรื่องราว
เข้าทางเกมของ สม รังสี ใช้เหตุการณ์นี้เป็น "หลักฐาน" ในการกล่าวหาว่ารัฐบาลฮุน มาเนตล้มเหลวในการปกป้องอำนาจอธิปไตยและประชาชน ซึ่งเป็น จุดอ่อนสำคัญ ของรัฐบาลที่ได้อำนาจต่อจากระบอบเผด็จการ
สรุปการกระทำของ สม รังสี เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ "การเมืองของการสร้างสถานการณ์" (Politics of Crisis Creation) เขาใช้ ไทยเป็นตัวร้ายในละคร เพื่อสร้างฉากหลังที่จำเป็นสำหรับการ โจมตี "ฮีโร่" หรือ "ผู้นำ" ของรัฐบาลกัมพูชาในสมการนี้
สม รังษีไม่ได้โจมตีไทยเพื่อทำร้ายไทยแต่เขาโจมตีไทยเพื่อทำร้ายรัฐบาลฮุน มาเนตไทย = ฉากเหตุการณ์ปะทะ = โอกาสทรัมป์ = เวทีฐานเสียงในอเมริกา = คนดูSam Rainsy = ผู้ได้ประโยชน์เต็ม ๆไทยควรจะทำแบบ สม รังสี หรือไม่ ?
ถ้าตอบแบบตรงไปตรงมาไม่ควรให้ประชาชนไทยเขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีสหรัฐ แบบที่ สม รังสี ทำ
เหตุผลสำคัญไม่ใช่เพราะ “เขียนไม่ได้”แต่เพราะ มันไม่ได้สร้างผลลัพธ์เชิงนโยบายจริง และอาจย้อนกลับมาทำให้ไทยดูเหมือน “เล่นเกมการเมืองแบบ emotional lobbying” เหมือนฝั่งกัมพูชา
1) จดหมายจากประชาชน = ไม่มีน้ำหนักต่อ White Houseสหรัฐฯ มีระบบ policy-making ที่ชัดเจนมาก: ทำเนียบขาว ไม่รับรอง ข้อมูลจากจดหมายอีเมลของประชาชนต่างชาติ การแทรกแซงข้ามชาติบนพื้นฐานข้อมูลฝ่ายเดียว = ไม่ถูกพิจารณา ช่องทางอย่างเป็นทางการของสหรัฐฯ มีแต่ สถานทูต กระทรวงการต่างประเทศ (State Department) สภาความมั่นคงแห่งชาติ (NSC)ดังนั้น “การเขียนอีเมลเป็นพันฉบับ” จะไม่ทำให้สหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ได้ ต่างจาก Cambodian-American diaspora ที่ใช้แบบนี้เป็น “การเมืองภายในของเขาเอง”
2) ไทยไม่ควรลดระดับตัวเองไปเล่นสงครามข้อมูลแบบสม รังษีสม รังสี เป็นนักการเมืองลี้ภัยอาวุธของเขาคือ “ดราม่า + สร้างเรื่อง + เขียนจดหมาย”แต่ประเทศไทยเป็น รัฐอธิปไตย (sovereign state)การสื่อสารของรัฐไทยควร: มั่นคง มีหลักฐาน ผ่านช่องทางทูต ใช้ข้อมูลที่ยืนยันได้เรามีสถานะที่สูงกว่าไม่จำเป็นต้อง “ไปแข่งกันส่งเมล” กับกลุ่มการเมืองลี้ภัยของกัมพูชา
3) ถ้าต้องปกป้องข้อเท็จจริง — ต้องทำผ่าน “ช่องทางที่มีน้ำหนักจริง”
(ก) กระทรวงการต่างประเทศไทยควรออกคำชี้แจงภาษาอังกฤษ ส่งให้ State Department, สถานทูตสหรัฐฯ, และสื่อสำคัญ
(ข) สถานทูตไทยในวอชิงตันควร brief ข้อมูล กับ NSC และทีมเอเชียของ State Department
(ค) กองทัพไทยสามารถส่ง “รายงานข้อมูล (incident report)” แบบเป็นทางการให้ทูตทหารสหรัฐฯ
(ง) ไทยควรแถลงหลักฐานเชิงเทคนิค เช่น:– ตำแหน่งกระสุน– ทิศทางการยิง– ร่องรอยของทุ่นระเบิด– พิกัด GPS
4) สิ่งที่ “ประชาชนไทย” ทำได้ และ “ได้ผลกว่าเยอะ”ถ้าต้องการมีส่วนร่วมปกป้องข้อเท็จจริง ควรทำสิ่งเหล่านี้แทน:
(1) แปลข้อมูลจากฝ่ายไทยเป็นภาษาอังกฤษแล้วแชร์ในแพลตฟอร์มสากลเพื่อให้ narrative ฝ่ายไทย “มีตัวแทนอยู่บนโลกข้อมูล”
(2) ส่งข้อมูลให้สื่อสากลอย่างมืออาชีพมากกว่าเขียนอีเมลหา White Houseสื่ออย่าง SCMP, Nikkei, Reuters, AP, AFP มีน้ำหนักกว่ามาก
(3) ทำ Fact Sheet ภาษาอังกฤษสรุป Timeline วันที่ 10–12 พ.ย.พร้อมพิกัดหลักฐานและข้อกฎหมายระหว่างประเทศสิ่งนี้ “สื่อสากลจะอ่าน”แต่จดหมายคัดลอกแบบ สม รังษี เขาแค่กด delete5) ถ้าถามว่า “ควรมีใครตอบกลับ White House ไหม?”ควรมีแต่ต้องเป็น…• กระทรวงการต่างประเทศ• สถานทูตไทยในวอชิงตัน• Defense Attaché (ผู้ช่วยทูตทหาร)• หรือสายทูตเชิงยุทธศาสตร์ไม่ใช่ “ประชาชนทั่วไป”เพราะปฏิบัติการด้านภาพลักษณ์ประเทศ (national image) ต้องมาจากรัฐ
สรุป
ไม่— ประชาชนไทยไม่ควรเขียนอีเมลตอบโต้แบบที่ สม รังสี ทำ เพราะมันไม่เกิดผลจริง และทำให้ไทยลดบทบาทลงไปเล่นเกมดราม่าแบบที่เขาอยากให้เป็น
ใช่— ไทยควรตอบโต้ แต่ต้องตอบผ่านช่องทางรัฐ, ช่องทางทูต, หลักฐานจริง และภาษาอังกฤษเชิงวิชาการนี่คือวิธีที่ “ชนะ narrative” โดยไม่ทำลายศักดิ์ศรีของประเทศ
#สมรังสี #ฮุนมาเนต #อ่านเกมอำนาจ #การเมืองกัมพูชา #การทูตไทย #อัษฎางค์ยมนาค







