อุบลราชธานีจัดพิธีสมโภช "คึดฮอดกรมหลวงสรรพสิทธิ์" ประจำปี 2569 รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น
พลโท ดร. อรรถ สิงหัษฐิต ประธานมูลนิธิอุบลราชธานีคนดีศรีวนาลัย เป็นประธานเปิดงาน คึดฮอดกรมหลวงสรรพสิทธิ์ พร้อมด้วย นางสาวพิศทยา ไชยสงคราม นายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี คณะกรรมการมูลนิธิอุบลราชธานีคนดีศรีวนาลัย ผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และพนักงานเทศบาล ร่วมงานสมโภชพิธีรำลึกคุณงามความดีของ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ หรือ งานคึดฮอดกรมหลวงสรรพสิทธิ์ ประจำปี 2569 บริเวณลานขวัญเมือง ศาลากลางหลังเก่า โดยมี หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม หรือ พระสิ้นคิด แห่งพุทธอุทยานที่พักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ให้เกียรติเมตตามาร่วมงาน เพื่อรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป ท่ามกลางประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก
สำหรับมูลนิธิอุบลราชธานีคนดีศรีวนาลัย ร่วมกับ เทศมนตรีนครอุบลราชธานี และอำเภอเมืองอุบลราชธานี จัดงาน คึด ฮอดกรมหลวงสรรพสิทธิ์ โดยได้รับความเมตตาของ หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม หลวงตาสิ้นคิด แห่งพุทธอุทยานที่พักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ที่ให้การสนับสนุนคณะหมอลำชื่อดังระดับประเทศ เพื่อเป็นมหรสพสมโภช ชมฟรี! ระหว่างวันที่ 1 – 3 เมษายน 2569 เวลา 19.30-01.00 น. ลานขวัญเมือง ศาลากลางหลังเก่า
ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์การจัดงานเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงคุณงามความดีของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ที่ทรงเมตตาวางรากฐานการปกครองให้ชาวอุบลราชธานีและมณฑลอีสาน และเป็นการสร้างความสามัคคีของชาวเมืองอุบลราชธานี ผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการแสดงหมอลำ
ด้าน พลโท ดร. อรรถ สิงหัษฐิต ประธานมูลนิธิอุบลราชธานีคนดีศรีวนาลัย กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีที่มาและความสำคัญสืบเนื่องจากที่ผ่านมา ผู้จัดงานได้มีโอกาสเข้ากราบนมัสการ หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม เพื่อขอพรและเชิญท่านมาร่วมอธิษฐานจิตแก่คณะผู้ดำเนินงาน ก่อนจะนำไปสู่การจัดกิจกรรมสำคัญในครั้งนี้
กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเนื่องในโอกาสพิธีถวายราชสักการะสดุดี กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ซึ่งตรงกับวันที่ 3 เมษายนของทุกปี อันเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ท่านถือเป็นบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณูปการต่อจังหวัดอุบลราชธานีและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างอย่างยิ่งยวด แม้ว่าประชาชนบางส่วนอาจยังไม่ทราบถึงบทบาทอันสำคัญนี้ก็ตาม
ย้อนกลับไปในอดีตกว่า 130 ปี ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ได้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ให้เป็นผู้แทนพระองค์ มาปกครองดูแลพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง ซึ่งในขณะนั้นประกอบด้วยหัวเมืองน้อยใหญ่จำนวนมาก โดยมีศูนย์กลางการบริหารอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี และทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเพื่อพัฒนาพื้นที่และดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 19 ปี
ตลอดระยะเวลาที่ทรงดำรงตำแหน่ง พระองค์ได้วางรากฐานการพัฒนาในหลายด้านให้แก่ประชาชนในพื้นที่ โดยมิได้ทรงคำนึงถึงความยากลำบากส่วนพระองค์ และเมื่อถึงคราวต้องเสด็จกลับกรุงเทพมหานคร พระองค์และครอบครัวได้แสดงถึงความเสียสละอย่างยิ่ง ด้วยการมอบที่ดินจำนวนมากซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ให้แก่สาธารณะ โดยมิได้นำกลับไป
ที่ดินดังกล่าวได้กลายเป็นสถานที่สำคัญของจังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน อาทิ บริเวณทุ่งศรีเมือง สถานที่ตั้งศาลหลักเมือง โรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานี วัดสุปัฏนาราม พื้นที่ตั้งศาลยุติธรรม รวมถึงโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ และกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่ที่เคยเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ทั้งสิ้น และยังคงถูกใช้ประโยชน์เพื่อส่วนรวมมาจนถึงปัจจุบัน
ด้วยเหตุนี้ กลุ่มลูกหลานชาวอุบลราชธานีในปัจจุบันจึงได้ร่วมกันริเริ่มแนวคิดในการสร้างอนุสาวรีย์เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างด้านความกตัญญูกตเวทีและการอุทิศตนเพื่อสังคม
ภายหลังจากได้กราบเรียนแนวคิดดังกล่าวต่อหลวงตาสินทรัพย์ ท่าน ได้แสดงความเห็นชอบ พร้อมทั้งให้การสนับสนุนแนวคิดเรื่องความกตัญญู ทั้งต่อบิดามารดาและต่อบุคคลผู้มีคุณูปการต่อบ้านเมือง อีกทั้งยังให้กำลังใจแก่คณะมูลนิธิในการดำเนินงานเพื่อสาธารณประโยชน์
นอกจากนี้ หลวงตาสินทรัพย์ยังได้มีดำริให้จัดมหรสพสมโภช เนื่องในช่วงวันสำคัญดังกล่าว โดยกำหนดจัดงานเป็นระยะเวลา 3 วัน 3 คืน เพื่อเป็นการรำลึกถึงกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ และมีแนวคิดที่จะสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องในอนาคต
ต่อมา คณะผู้จัดงานได้นำแนวคิดดังกล่าวไปหารือร่วมกับคณะกรรมการมูลนิธิ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เทศบาลนครอุบลราชธานี รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ซึ่งต่างเห็นพ้องต้องกันว่า กิจกรรมดังกล่าวควรต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง มากกว่าการเป็นเพียงงานมหรสพ จึงมีแนวคิดในการพัฒนาให้กิจกรรมนี้กลายเป็น งานประจำปีของจังหวัดอุบลราชธานี เพิ่มเติมจากงานแห่เทียนพรรษา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เปิดโอกาสให้ประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่ รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ได้เข้ามาสัมผัสวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของจังหวัด
จากสถานการณ์ในปัจจุบัน มีความเป็นไปได้สูงที่ในอนาคตอันใกล้ จังหวัดอุบลราชธานีจะมีอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญเกิดขึ้นควบคู่กับงานแห่เทียนพรรษา ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวอาจมีการวางแผนล่วงหน้า ทั้งการจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และการเดินทาง
ทั้งนี้ หากแนวคิดนี้ประสบผลสำเร็จ บุคคลที่น่ายินดีที่สุดคงเป็นหลวงตาสินทรัพย์ ซึ่งถือเป็นผู้จุดประกายแนวคิดอันสำคัญนี้
สำหรับการจัดงานในปีนี้ ถือเป็นปีแรกที่มีการบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน และคาดว่าในปีต่อไป งานจะมีขนาดใหญ่ขึ้นและเติบโตอย่างก้าวกระโดดต่อไป
ภูมิภาค68








