วันที่ 7 พ.ย. 68 เมื่อเวลา 11.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นสิงคโปร์ ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ที่กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ โดยนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกฯสิงคโปร์ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น จากนั้นนายกฯร่วมหารือทวิภาคีกับนายลอว์เรนซ์ ที่ห้อง Heritage ชั้น 2 กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์
โดยนายกฯ กล่าวขอบคุณนายลอว์เรนซ์ ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและขอบคุณสำหรับพิธีตั้งชื่อกล้วยไม้ในช่วงเช้า และแสดงความซาบซึ้งที่นายลี เซียน ลุง อดีตนายกฯ สิงคโปร์ เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งนายลอว์เรนซ์ได้แสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และการที่นายอนุทินเยือนสิงคโปร์ครั้งนี้มีความสำคัญยิ่งเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต
ทั้งนี้นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดภายหลังการหารือว่า ในการหารือร่วมกันของนายกฯ ทั้งสอง เห็นพ้องจะผลักดัน ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้า เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งในระดับทวิภาคีและภูมิภาค โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล และความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของอาเซียนโดยรวม รวมถึงการต่อต้านอาชญกรรมข้ามชาติ ซึ่งนายอนุทิน ได้ขอรับความร่วมมือในการทำงานร่วมกับสิงคโปร์อย่างใกล้ชิดในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับนานาชาติว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ และขอให้สิงคโปร์เป็นพันธมิตรที่เข้มแข็งกับไทยในการแก้ไขปัญหานี้
รวมถึงขยายเครือข่ายข่าวกรอง การฝึกอบรม และปฏิบัติการร่วมกัน ขณะที่ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า “Joint Declaration” ที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนาม จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ โดยนายอนุทิน เน้นย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญกับการดำเนินการใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม การแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ และการจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ พร้อมขอบคุณสิงคโปร์ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยสันติวิธี
จากนั้นเวลา 12.05 น. นายกฯ และนายลอว์เรนซ์ หว่อง ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความร่วมมือระหว่างไทยและสิงคโปร์ รวม 2 ฉบับประกอบด้วย บันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าวระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ ระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานอาหารสิงคโปร์ และบันทึกความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพผู้นำด้านสาธารณสุขเพื่อการดูแลผู้สูงอายุในเมือง ระหว่างสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร เพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กับ Singapore Health Services เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ การพัฒนาและถ่ายทอดนวัตกรรม และการฝึกอบรมด้านการดูแลผู้สูงอายุแบบไร้รอยต่อ
จากนั้นนายกฯ และนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ร่วมกันแถลงข่าว โดยนายกฯ กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของนายกฯ สิงคโปร์ พร้อมขอบคุณในไมตรีจิตและการต้อนรับอย่างอบอุ่นที่มอบให้ การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญ และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไทยและสิงคโปร์เฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ซึ่งความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศใกล้ชิดทุกระดับ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือในประเด็นที่สนใจและเป็นประโยชน์ร่วมกัน ใน 4 ด้าน ดังนี้
ด้านที่ 1 ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการลงนามในความตกลงว่าด้วยการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งถือเป็นความตกลงฉบับแรกของสิงคโปร์กับประเทศสมาชิกอาเซียน และจะเปิดทางให้ทั้งสองประเทศสามารถเริ่มซื้อขายคาร์บอนเครดิตร่วมกันได้ในเร็ว ๆ นี้ รวมทั้งยืนยันการสนับสนุนโครงการเชื่อมโยงพลังงานไฟฟ้าระยะที่สอง (Lao PDR–Thailand–Malaysia–Singapore Power Integration Project Phase 2) เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านพลังงานในภูมิภาค รวมถึงได้หารือแนวทางความร่วมมือด้านพลังงานหมุนเวียนอีกด้วย
ด้านที่ 2 ความร่วมมือเพื่อเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งนี้ไทยชื่นชมสิงคโปร์ที่เป็นนักลงทุนอันดับหนึ่งของไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และยินดีต้อนรับการลงทุนเพิ่มเติมจากสิงคโปร์ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า ไบโอเทค และ Data Centers รวมทั้งได้หารือถึงความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ เช่น การร่วมทุนในธุรกิจซ่อมบำรุงและปรับปรุงอากาศยาน (MRO) ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของทั้งสองประเทศให้เป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาค
ความร่วมมือดิจิทัล ไทยและสิงคโปร์ยังพร้อมสนับสนุนความร่วมมือทางด้านดิจิทัลผ่านความตกลงหุ้นส่วนด้านเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Partnership Agreement: DEPA) และความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement: DEFA) รวมถึงความร่วมมือในระดับทวิภาคี ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการบูรณาการด้านดิจิทัลและนวัตกรรม
ความมั่นคงทางอาหาร ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการลงนามในบันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าวในวันนี้ ซึ่งจะรับประกันการส่งออกข้าวคุณภาพสูงจากไทยเพื่อผู้บริโภคในสิงคโปร์ ในเรื่องสาธารณสุข ทั้งสองฝ่ายยังยินดีต่อการลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพผู้นำด้านสาธารณสุขเพื่อการดูแลผู้สูงอายุในเมือง ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์ไทยในการรับมือกับความท้าทายของสังคมสูงวัยในอนาคต
ด้านที่ 3 การเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ โดยไทยและสิงคโปร์จะเดินหน้าพัฒนาความร่วมมือในด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น รวมทั้งแสวงหาความร่วมมือในอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีด้านกลาโหม ที่สำคัญ ทั้งสองประเทศจะยกระดับความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอาชญากรรมทางออนไลน์ โดยประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ในเร็ว ๆ นี้ และจะทำงานร่วมกับสิงคโปร์และประเทศอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด
ด้านที่ 4 การประสานความร่วมมือในระดับภูมิภาค ทั้งนี้ไทยและสิงคโปร์ยืนยันจะกระชับการประสานความร่วมมือในระดับภูมิภาคมากยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้อาเซียนมีประสิทธิภาพและความยืดหยุ่น ทั้งสองประเทศเห็นพ้องจะผลักดันให้เกิดการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาคให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อเปิดศักยภาพของตลาดอาเซียน รวมทั้งจะร่วมกันสำรวจแนวทางเพื่อยกระดับความเชื่อมโยงในภูมิภาค ทั้งทางถนน รถไฟ ทางอากาศ ทางทะเล ดิจิทัล และพลังงาน
โดยไทยพร้อมใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ในการเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาค เพื่อเชื่อมโยงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทางทะเลและจีน ตลอดจนเชื่อมโยงกับอินเดีย ในความร่วมมือระดับโลก ไทยและสิงคโปร์จะยึดมั่นในระบบการค้าพหุภาคีที่ยึดตามกฎระเบียบ ท่ามกลางแรงกดดันของกระแสกีดกันทางการค้า
โอกาสนี้นายกฯ ได้แจ้งต่อนายกฯ สิงคโปร์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาด้วย และยืนยันถึงความมุ่งมั่นของไทยที่จะดำเนินการตาม Joint Declaration ที่ลงนาม ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 26 ต.ค. และขอขอบคุณสิงคโปร์ที่ให้การสนับสนุนไทยและกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ ผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่โดยได้รับการสนับสนุนจากอาเซียน







