รัฐบาลวุ่นเละเทะ การเมืองเทาพันสแกมฯ จ่อยุบสภาหนีซักฟอก บีบ “อนุทิน” หนัก จี้ปราบสแกมเมอร์ จัดการแก๊งเงินเทาจริงจัง กระทุ้งขอข้อมูล ตปท. เรียกหน่วยงานรัฐตั้งแท่นสอบสวน ชี้เป็นวิกฤตชาติ ไทยเสียหายหนัก เชื่อฝ่ายค้านไม่ยื่นซักฟอก หวั่นนายกฯ จนตรอกงัดเรื่องมัวหมองแฉกลับ หรือชิงหนียุบสภาก่อน
เมื่อ 5 พ.ย. 2568 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน โดยกระตุ้นให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ เร่งปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์อย่างจริงจังและดำเนินการให้เป็นรูปธรรมชัดเจน เพราะเรื่องนี้เป็นวิกฤตที่เกี่ยวข้องกับรัฐพันลึก ซึ่งทำให้ชาติเสียหายอย่างมากมายใหญ่หลวง
อีกทั้งเชื่อว่า ภาพนายกฯ คุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พรรคกล้าธรรม เพื่อต้องการลดกระแสสแกมเบอร์ที่ถูกพรรคประชาชน (ปชน.) โหมโจมตีด้วยวลี "มีเรา ไม่มีเทา" กระแทกใส่รัฐบาลอย่างหนักหน่วง
อย่างไรก็ตาม ปชน.ต้องเข้าใจเช่นกันว่า มีเทาได้ร่วมรัฐบาลเพราะเรา (ปชน.) ไปหนุนให้นายอนุทิน เป็นนายกฯ ทั้งๆที่ ปชน.สามารถกำหนดบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ให้เป็นรองนายกฯ หรือ รมต.ได้อยู่แล้ว แต่ไม่ยับยั้งเสียก่อน
"เมื่อเขาได้เป็น รมต. กลับไปถล่มเขา ดังนั้นถ้า (ปชน.) จะโทษใครต้องโทษตัวเองก่อน เพราะเห็นตัวตนใครจะมาเป็น รมต.อยู่แล้ว อย่าว่าแต่ผู้กองธรรมนัสเลย แม้นายสุชาติ (ชมกลิ่น) ก็เห็นตัวจะเป็น รมต. ซึ่งเรื่องนี้ ปชน.ควรมีวุฒิภาวะไปคุยกับนายกฯ ได้"
พร้อมทั้งกล่าวว่า เรื่องสแกมเมอร์ เป็นเรื่องใหญ่ นายกฯ บอกเป็นวาระแห่งชาติ และเมื่อฝ่ายค้านมีข้อมูลก็ควรดำเนินการตามกฎหมายที่เปิดช่องให้ มิเช่นนั้นจะเป็นเหมือนการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบดุดัน แต่ไม่ใช้ช่องกฎหมายจัดการต่อ
นายจตุพร กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้บีบรัดนายกฯ ทั้งกรณีสแกมเมอร์และความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะกรณีปราสาทตาควาย ถ้ารัฐบาลยังไม่สามารถเอากลับมาเป็นของไทยได้แล้ว ย่อมทำให้ไทยเสียหายยิ่งขึ้น รวมทั้งต้องยกเลิก MOU 43 ด้วย โดยเวลาอีก 3 เดือนที่เหลือก่อนยุบสภาย่อมวิเคราะห์ออกว่า กัมพูชาไม่ยอมทำตามข้อตกลงที่ลงนามกันไว้อยู่แล้ว ดังนั้น ปัญหานี้จะเป็นปัญหาหลักของนายกอนุทิน
อีกทั้งกล่าวว่า กรณีสแกมเมอร์ นายอนุทิน สามารถเรียกให้ 4 คนคือ พล.ต.อ.สุเชษฐ์ หักพาล นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ นายรังสิมันต์ โรม และรักชนก ศรีนอก ที่เปิดเผยเรื่องนี้ รวมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริงได้ แต่กลับไม่ดำเนินการใดๆ เอาแต่พูดย้ำว่า ว่าเป็นวาระแห่งชาติ
นอกจากนี้ เมื่อนายอนรุทิน เป็นนายกฯ แล้วยังสามารถเรียกขอข้อมูลจากสหรัฐ จีน อังกฤษ เกาหลีใต้ มาดำเนินการสอบสวน ถ้าโยงถึงใครต้องไม่มีคำว่ายกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งถ้าดำเนินการเรื่องนี้จริงจังจะทำให้บ้านเมืองเดินไปได้
"คุณอนุทิน ยังพอมีเวลาที่เหลืออยู่ (ปราบสแกมเมอร์) ส่วนพรรคเพื่อไทยโชว์หล่อเลยว่า ปราบปรามมาแล้ว 40% เหลือ 60% ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลนี้ แต่ไม่อธิบายให้เห็นว่า 40% คืออะไร และ 60% ที่ปราบไม่ได้ในช่วงเวลา 2 ปีที่เป็นรัฐบาลนั้นเป็นเพราะอะไร ใครขัดขวาง"
อย่างไรก็ตาม นายจตุพร ยืนยันว่า ไม่รู้อดีตนายกฯ ที่ถูกโยงไปพัวพันกับแก๊งสแกมเมอร์เป็นใคร แต่เมื่อ พล.ต.อ.สุเชษฐ์ เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน เมื่อครั้งเป็นนายกฯ สั่งห้ามไม่ให้นำกำลังไปร่วมกับจีนปราบแหล่งสแกมเมอร์ที่ชเวโกะโก พม่า และนำคนไทยกลับ ซึ่งเรื่องนี้จะเงียบไม่ได้เพราะเป็นประเด็นสาธารณะต้องสอบสวนให้กระจ่างชัดเจน เพราะอดีตนายกฯ ถูกพาดพิงและจะทำให้เสียหาย
"นายกฯ ไม่ปราบสแกมเมอร์ไม่ได้ และคงไม่มีทางเหลือเป็นอย่างอื่น เพราะเรื่องนี้สร้างความเสียหายให้คนในชาติ เมื่อไม่ปราบก็จะทำให้กระแสนิยมตกต่ำได้มาก ถ้าไม่ลงมือเรื่องนี้ก็นับเวลาถอยหลังได้เลย"
ส่วนกรณีพรรคเพื่อไทยจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น นายจตุพร ไม่เชื่อว่าจะได้ยื่น เพราะจะถูกแฉและถูกสวนกลับทุกดอกที่อภิปรายฯ เนื่องจากพรรคเพื่อไทยมีเรื่องให้แฉมากเหลือเกิน
อีกอย่าง ตนอยากให้ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายฯ จริงๆ เพื่อเปิดโปงเรื่องราวต่างๆ ให้สังคมรับรู้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า นายอนุทิน คงไม่ยอมให้ถูกด่าฟรี อาจชิงยุบสภาหนีหรือลาออกจากนายกฯ ทันที ซึ่งจะทำให้กระทบถึงการแก้ รธน.ไม่สำเร็จด้วย และการเมืองจะวุ่นเละเทะกันไปหมด
อีกอย่างเรื่องสแกมเมอร์ เชื่อว่า นายกฯ ต้องจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อยับยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับไทย แล้วยังเป็นวิกฤตของชาติ และไม่ให้ไทยถูกกล่าวหาว่าเป็นรัฐพันลึก ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นโอกาสของนายกฯ อนุทิน
"เรื่องปราบสแกมเมอร์เป็นการเดิมพันว่า นายอนุทินจะพอแค่นี้ หรือจะไปต่ออีก 4 ปี อย่างไรก็ตามในสถานการณ์เป็นอันตรายกับประเทศไทยนั้น ทุนเทาที่ถูกต่างประเทศยึดรวมเกิน 5 แสนล้านแล้ว ถ้าแค่ 3 หมื่นล้านก็ยึดไทยได้แล้ว ดังนั้น ทุกฝ่ายที่มีหน้าที่ต้องหยุดยั้งการกระทำนั้นเสีย เพราะเงินเทา เงินดำน่ากลัวกว่าการทุจริตหลายเท่า จึงหวังว่า การปราบเรื่องนี้จะดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม”
กรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้า ปชป. และอดีตนายกฯ ที่พัวพันสั่งสลายการชุมนุมของ นปช.ปี 53 นายจตุพร กล่าวว่า ตนได้ทำหน้าที่เรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบทุกช่องทางแล้ว ทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา และฟาดกันทุกกระบวนการจนไม่มีอะไรไม่ได้ทำเพื่อทวงความยุติธรรมให้คนเสื้อแดง
พร้อมกล่าวว่า กรณีนายอภิสิทธิ์นั้น เรื่องราวยุติลงที่ ปปช.ซึ่งไม่ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะเป็นคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้น การเอาผิดกับคนสั่งสลายชุมนุมจึงจบลงโดยไม่มีการพิสูจน์กันในกระบวนการของศาล ส่วนทางการเมืองต้องไปพิสูจน์กัน ขณะที่แกนนำชุมนุม ศาลอาญาได้ยกฟ้องจนเป็นที่ยุติแล้ว
อย่างไรก็ตาม ถ้าจะต้องตำหนิใครแล้ว ต้องตำหนิพรรคเพื่อไทย เพราะใช้นโยบายหาเสียงว่า 100 วันแรกจะแก้กฎหมายให้ประชาชนฟ้องตรงในคดีสลายการชุมนุมปี 53 ต่อศาลฎีกาได้ แต่ต้องถอนร่างกฎหมายพ้นสภาก่อนทักษิณ ชินวัตร ออกจาก รพ.ตำรวจหนึ่งวัน แล้วขณะนี้ยังไม่เสนอกลับให้สภาพิจารณาเลย
ดังนั้น พรรคเพื่อไทยไม่ควรพูดเอาประโยชน์ ซึ่งการให้คำมั่นกับคนเป็นและคนตายที่สัญญาจะเสนอกฎหมายใน 100 วันแรกที่เป็นรัฐบาลจะให้ประชาชนฟ้องตรงได้ แล้วไม่กระทำ
"เรื่องราวต่างๆ นั้น ไม่มีใครจะไปเปลี่ยนอะไรกันได้ พรรคเพื่อไทยอย่าได้ประณามใครเลย เพราะที่ผ่านมาพรรคไปสัญญาทั้งกับคนเป็นและคนตายในกฎหมายประชาชนฟ้องตรง กลับไม่ทำ เท่ากับเขียนด้วยมือลบด้วยเท้า แต่ได้ประโยชน์จากชีวิตคนเสื้อแดง"








