รายงานข่าวแจ้งว่า สำนักงานตลาดกรุงเทพมหานคร ได้รายงานความคืบหน้าการชำระหนี้ค่าเช่าพื้นที่ตลาดนัดจตุจักรให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต่อคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 โดยมีนายฉัตรชัย หมอดี ส.ก.เขตบางนา เป็นประธาน ซึ่งประเด็นดังกล่าวสืบเนื่องมาจากกรณีพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารจัดการพื้นที่ตลาด
ความขัดแย้งนี้เริ่มขึ้นหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กรุงเทพมหานครชำระค่าเช่าคืนแก่ รฟท. พร้อมดอกเบี้ย ยอดรวมกว่า 700 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินต้น 672 ล้านบาท และดอกเบี้ย 101 ล้านบาท สำหรับการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2561 จนถึงวันฟ้องในปี 2565 นอกจากนี้ ศาลยังสั่งให้ชำระค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 14 ล้านบาท นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2565 เป็นต้นมา จนส่งผลให้ยอดหนี้รวมในปัจจุบันพุ่งสูงถึง 1.3 พันล้านบาท เนื่องจาก กทม. นำพื้นที่ไปบริหารจัดการเช่าช่วงในอัตรา 1,800 บาทต่อแผงต่อเดือน แต่ยังไม่ได้นำส่งค่าเช่าให้แก่ รฟท. ตามกำหนด
อย่างไรก็ตาม กรุงเทพมหานครได้ยื่นอุทธรณ์ใน 3 ประเด็นหลักเพื่อสู้คดี ประกอบด้วย ประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องของ รฟท. และข้อโต้แย้งว่าการบริหารจัดการตลาดพื้นที่ 68 ไร่นี้ เป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2561 และบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกัน ไม่ใช่สัญญาเช่าโดยตรง ซึ่ง MOU ดังกล่าวกำหนดค่าเช่าปีละประมาณ 169.4 ล้านบาท โดย กทม. พยายามให้ศาลชี้ขาดเพื่อให้เรื่องไปยุติที่คณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดการยุติข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐและการดำเนินคดี (กยพ.) รวมถึงการยกประเด็นเรื่องหนี้ขาดอายุความขึ้นต่อสู้ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอคำตัดสินจากศาลอุทธรณ์
ในด้านสถานะทางการเงิน สำนักงานตลาดกรุงเทพมหานครระบุว่ามีเงินสะสมจากการเก็บรายได้ตลาดในสังกัดคงเหลือ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 จำนวน 1,067 ล้านบาท ซึ่งเตรียมจะนำมาพิจารณาชำระหนี้หากได้รับอนุมัติจากบอร์ดและผู้บริหาร กทม. ภายหลังจากมีคำตัดสินที่ชัดเจนแล้ว โดยได้มีการเสนอแผนผ่อนชำระหนี้ให้ รฟท. พิจารณา 2 แนวทาง คือ หากมีการต่อสัญญาจะขอผ่อนจ่ายเป็นงวดงวดละกว่า 967 ล้านบาทจนสิ้นสุดสัญญาในปี 2571 หรือหากไม่ต่อสัญญา จะขอผ่อนชำระหนี้ทั้งเก่าและปัจจุบันรวม 10 ปี โดยคำนวณจากยอดหนี้เพียง 50% ตามคำพิพากษาและขอยกเว้นการจ่ายดอกเบี้ย
ด้านนายธวัชชัย ปิยนนทยา อดีตประธานสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะกรรมการวิสามัญฯ ได้แสดงความกังวลและตำหนิแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยชี้ว่าการนำเงินสะสมจากตลาดทุกแห่งมาชำระหนี้ของตลาดนัดจตุจักรเพียงแห่งเดียวนั้นอาจสะท้อนถึงภาวะล้มละลายทางการเงินของสำนักงานตลาด และเงินจำนวนดังกล่าวก็ยังไม่เพียงพอต่อยอดหนี้ทั้งหมด พร้อมทั้งได้เรียกขอเอกสารที่เกี่ยวข้อง ทั้งสัญญาเช่าแผง คำสั่งศาล และบันทึกข้อตกลงต่างๆ มาตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมต่อไป








