(31 ก.ค.69) ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการ กทม. ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร เกิดเหตุประท้วงขึ้นระหว่างการพิจารณาวาระ 7.11 ญัตติร่างข้อบังคับการประชุมสภา กทม. ซึ่งเสนอโดยนายวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก.เขตบางรัก โดยในช่วงการลงมติวาระดังกล่าวพบความผิดปกติเกิดขึ้น ทำให้นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล ส.ก.เขตคลองสาน ลุกขึ้นประท้วงผลคะแนนโหวตเนื่องจากจำนวนเสียงไม่ตรงกับจำนวนสมาชิกที่อยู่ในห้องประชุมจริง
เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การอภิปรายอย่างเข้มข้นจากสมาชิก ส.ก. หลายท่าน จนทำให้นายนริสสร แสงแก้ว รองประธานสภากทม. คนที่สอง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประธานการประชุมในขณะนั้น สั่งให้นับจำนวน ส.ก. ในห้องประชุมอีกครั้งเพื่อตรวจสอบความถูกต้องให้ตรงกับผลการลงมติ
ต่อมาที่ประชุมได้ข้อสรุปให้มีการนำรายชื่อผลการลงมติขึ้นจอแสดงผลเพื่อให้สมาชิกทุกคนได้ตรวจสอบร่วมกัน โดยนายนริสสรได้สั่งพักการประชุมชั่วคราวเพื่อรอข้อมูลการลงมติจากสำนักเลขานุการสภากรุงเทพมหานคร
เมื่อเปิดการประชุมอีกครั้ง นายภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร ส.ก.เขตยานนาวา ได้ลุกขึ้นยอมรับต่อที่ประชุมว่าตนเองเป็นผู้กดบัตรลงคะแนน 2 เครื่องพร้อมกันจริง โดยใช้เครื่องของตนเองและเครื่องของว่าที่ร้อยตรี ไซราม ประกายกิจ ส.ก.เขตสาทร โดยอ้างในเบื้องต้นว่าบัตรเสีย ขณะที่นายไซรามยอมรับว่าตนเองไม่ได้เข้ามาโหวตในวาระดังกล่าว
ทั้งนี้ ส.ก. ภายในห้องประชุมได้ทักท้วงการกระทำดังกล่าวอย่างกว้างขวาง โดยระบุว่าการเสียบบัตรแทนกันถือเป็นความผิดที่สำเร็จแล้ว และเคยมีบรรทัดฐานจากกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่ศาลมีคำสั่งจำคุกมาแล้ว
ในช่วงท้ายของการอภิปราย นายภัทรศักดิ์ยอมรับกับสมาชิก ส.ก. ว่าได้เสียบบัตรแทนเพื่อนจริง ส่งผลให้แกนนำ ส.ก. บางพรรคเริ่มหารือถึงแนวทางการดำเนินการเอาผิดเนื่องจากมีบรรทัดฐานทางกฎหมายรองรับอยู่ก่อนแล้ว
จากนั้น นายนภาพล จีระกุล ส.ก.เขตบางกอกน้อย, นายวิรัช คงขาเขตร ส.ก.เขตบางกอกใหญ่, นางสาวนิภาพรรณ จึงเลิศศิริ ส.ก.เขตป้อมปราบศัตรพ่าย และนายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล ส.ก.เขตคลองสาน จากกลุ่มพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก.เขตจอมทอง, นายกิตติพงศ์ รวยฟูพันธุ์ ส.ก.เขตทุ่งครุ และนายสมชาย เวสารัชตระกูล ส.ก.เขตสายไหม จากกลุ่มเพื่อไทยไลฟ์ ได้ร่วมกันแถลงข่าวถึงกรณีที่เกิดขึ้น
นายนภาพลเปิดเผยว่า ในช่วงที่มีการลงคะแนนเสียง ปรากฏว่ามีจำนวนสมาชิก 41 ท่าน แต่การลงคะแนนกลับมีปัญหาเนื่องจากมีสมาชิกบางท่านไม่ได้อยู่ในห้องประชุมแต่มีการเสียบบัตรค้างไว้ และมีสมาชิกท่านอื่นไปกดคะแนนให้ ซึ่งถือเป็นการกระทำผิดทั้งกฎหมายอาญาและจริยธรรม เช่นเดียวกับบรรทัดฐานของสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่า
"พวกเรามาแถลงเพื่อความโปร่งใสและชัดเจนว่า สภากรุงเทพมหานคร เมื่อมีความผิดเกิดขึ้นอย่างนี้ เราก็ต้องทำให้เกิดปรากฏชัดเจนว่า ผู้ที่กระทำความผิดครั้งนี้เป็นท่านใด โดยเราต้องยื่นให้กับประธานสภาเป็นผู้รักษาการเพื่อดำเนินการต่อไป แล้วคงต้องมีการติดตามและขอความคืบหน้าจากสภาในโอกาสต่อไป"
ขณะที่นายสุทธิชัยย้ำว่า การเสียบบัตรแทนกันไม่สามารถทำได้และมีความผิดชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงที่สภา กทม. กำลังขอความเห็นชอบปรับปรุงข้อบัญญัติเพื่อความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูล จึงต้องการให้เกิดความกระจ่างและให้สภา กทม. ปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้สมาชิกทุกคนปฏิบัติในมาตรฐานเดียวกันอย่างเท่าเทียม
นายนภาพลกล่าวปิดท้ายว่า การแก้ไขข้อบังคับการประชุมในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อความโปร่งใสและการถ่ายทอดสดการประชุม ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น สมาชิกจะไม่นิ่งนอนใจและจะดำเนินการตามกฎหมายที่ถูกต้องเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของสภากรุงเทพมหานครต่อไป








