เปิดเบื้องลึก!! ศึกนายกเมืองพัทยา พาย้อนรอย “กลุ่มวัฒนศาสตร์สาธร” ยังมีหลายๆ ปมปัญหาคาใจ ต้นเหตุการแยกตัวออกมาและอาคารปลากระเบนเกาะล้าน ขณะที่ “เบียร์ ปรเมศวร์” สร้างผลงานดีกว่าช่วงสี่ปีบริหารพัฒนางานในพื้นที่
พรรคประชาชน เปิดตัวผู้สมัครนายกเมืองพัทยา “อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร” ลงสนามมาแทน “ดร.เอิง” นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ ที่ถูกข้อครหาใช้ IO เวียดนามจน “โป๊ะแตก” ต้องขอถอนตัวออกไป
พรรคส้มชูสโลแกน “ถึงเวลาพัทยาเพื่อทุกคน” พร้อมตั้งคำถามโจมตี “นายกเบียร์” ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ อยู่ใต้เงาของใครหรือไม่?
“อิทธิวัฒน์” ไม่ใช่ใครอื่นไกลเป็นน้องชายของ “นิรันดร์ วัฒนศาสตร์สาธร” อดีตนายกเมืองพัทยา ปี 2547-2551
ช่วงที่ นิรันทร์ เป็นนายกเมืองพัทยา เขาได้รับการผลักดันจาก “กำนันเป๊าะ” สมชาย คุณปลื้ม นั่นเอง แต่นิรันทร์อยู่ได้เพียงสมัยเดียวและต้องยุติบทบาทไป
ท่ามกลางสนามเมืองพัทยาแข่งขันหนัก นิรันทร์ มองว่า ตัวเองศักยภาพไม่ถึง อาจสู้คู่แข่งไม่ได้ เขาจึงเป็นคนเสนอให้ผลักดันคนตระกูล “คุณปลื้ม” มาลงสมัครรับเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาแทนตนเอง
ที่สุดจึงมีชื่อของ “อิทธิพล คุณปลื้ม” ลูกชายอีกคนของกำนันเป๊าะ ก้าวสู่การเมืองระดับท้องถิ่น และชนะการเลือกตั้งได้ในที่สุด
ช่วงที่ “นายกติ๊ก” อิทธิพล กุมบังเหียนเมืองพัทยา จู่ๆ มี MOU ถูกเสนอเข้ามาบนโต๊ะเพื่อขอให้ลงนามอนุมัติ เนื้อหาคือการให้นักลงทุนจีนเข้าบริหารท่าเรือ แหลมบาลีฮาย ซึ่ง นายกติ๊ก มองว่า “ไม่สามารถทำได้” และจะเป็นปัญหาด้านกฎหมายต่อไป
สุดท้าย กลุ่มเจ้าของ MOU ต้องวิ่งไปหากำนันเป๊าะ เพื่อขอให้ช่วยโน้มน้าวนายกติ๊กลงนาม ซึ่งกำนันมอบให้ สนธยา คุณปลื้ม มาจัดการ ซึ่ง สนธยา เห็นว่า การลงนาม MOU โดยขาดความรอบคอบ หรือไม่มีผลการศึกษารองรับให้ชัดเจน ถูกต้อง ย่อมขัดต่อกฎหมาย
ตรงนี้เอง ได้สร้างความไม่พอใจเกิดขึ้น และเป็นปฐมบท “รอยร้าว” ทำให้กลุ่มของ นิรันดร์ วัฒนศาสตร์สาธร ต้องประกาศว่าจะขออยู่ขั้วตรงข้าม
กระทั่งช่วงที่ สนธยา ดำรงตำแหน่งนายกเมืองพัทยาช่วงปี 2561-2565 นิรันดร์ ก็มีบทบาทสำคัญเคลื่อนไหว “กลุ่มพัทยาร่วมใจ” รณรงค์หลายเรื่อง หวังเบรกผลงานและนโยบายของสนธยาแบบไม่ลดละ ทั้งผ่านโซเชียลมีเดียและกลุ่มคนในพื้นที่
ต่อมา นิรันทร์ ส่งน้องชาย “สินธ์ไชย วัฒนศาสตร์สาธร” ลงสนามเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาปี 2565 แข่งกับ “เบียร์” ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ แต่สุดท้าย ก็พ่ายแพ้นายกเบียร์ ไปนับพันคะแนน
ส่วนสนามเลือกตั้งใหญ่ ก็เช่นกัน เมื่อปี 2566 นิรันทร์ ลงสมัครสส. เขต 9 (พื้นที่อำเภอบางละมุง) สวมเสื้อในนาม “พรรครวมไทยสร้างชาติ”แข่งขันกับสส.กลุ่มบ้านใหญ่ แต่สุดท้าย นิรันทร์ ก็สอบตก ไม่ได้เข้าสภา
ล่าสุด การเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา วันที่ 28 มิถุนายน 2569 นิรันดร์ ที่สนับสนุนน้องชายมาสู้ศึก ประกาศผ่านทีมประสานงานการเมืองแล้วว่า “เขาร่วมงานกับนายกเบียร์ได้ แต่จะต้องไม่มีชื่อนายสนธยาอย่างเด็ดขาด”
ตรงนี้สะท้อนถึงสถานการณ์ กลุ่มวัฒนศาสตร์สาธร ทุ่มเทเพื่อเอาชนะมากแค่ไหน ไม่ว่าจะวิธีใดก็ตาม!!
แม้ผู้สมัครมีทั้งหมด 5 คน แต่คู่แข่งหลักๆที่สังคมจับตา คงหนีไม่พ้นระหว่าง “เบียร์” ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ เบอร์ 2 ที่ชูผลงาน “ทำจริง ทำแล้ว ทำต่อ” ถือว่าแต้มต่อสูงกว่า เพราะผลงานช่วงสี่ปีที่ผ่านมา “น่าพอใจ”
และทีม “อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร” เบอร์ 1 จับมือพรรคส้มขนระดับ “แกนนำ” ไล่ตั้งแต่หัวหน้าพรรคไปจนถึงขุนศึกฝีปากกล้า ตบเท้าลงพื้นที่พัทยาอย่างไม่ขาดสาย ช่วยกันหาเสียงให้พรึ่บ
ถ้าเทียบกับสนามผู้ว่ากทม.แล้ว บอกได้เลยว่า พรรคส้มระดมสรรพกำลังทุ่มมาพัทยามากกว่าเยอะ!!
ปัญหาคือ ตัวผู้สมัครเที่ยวนี้ ไม่ใช่ “คนรุ่นใหม่” แต่เป็นน้องชายของอดีตนายกเมืองพัทยาคนเก่า นิรันทร์ วัฒนศาสตร์สาธร อยู่ข้างหลังฉาก ซึ่ง นิรันทร์ ยังมีปมปัญหา อาคารปลากระเบน ที่เกาะล้าน ตามหลอกหลอน
กลุ่ม วัฒนศาสตร์สาธร ยังมีสถานะก็ไม่ต่างกับ “บ้านใหญ่” อีกหลังหนึ่งในพื้นที่ แถมยังเคยเป็นขั้วตรงข้ามกับพรรคสีส้มในสนามเลือกตั้งมาก่อน
เมื่อเป็นเช่นนี้ คำถามตามมาคือ...มันย้อนแย้งกับสโลแกนตัวเองหรือไม่ โอกาสจะ “ชนะใจ” คนเมืองพัทยาทำได้จริงแค่ไหน….คงต้องวัดใจกันสุดสัปดาห์นี้!!








