การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้ ถือเป็นจังหวะสำคัญที่คนเมืองหลวงจะมีโอกาสเลือกผู้นำมาช่วยแบ่งเบาภาระด้านปากท้องให้รอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจที่รุมเร้า ขณะที่บรรดาผู้สมัครต่างก็งัดนโยบายเด็ดเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเป็นตัวขับเคลื่อนรายได้และลดรายจ่ายให้ประชาชนอย่างเข้มข้น
หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี: แม่ทัพรื้อระบบเปลี่ยนขยะเป็นสวัสดิการ
หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ หรือ "หม่อมกร" มาในแคมเปญ "SAVE BKK – BKK SAFE" โดยประกาศตัวเป็น "แม่ทัพ" ที่จะมารื้อระบบเก่าเพื่อแก้ปากท้องคนกรุง นโยบายเศรษฐกิจหลักคือการ "ลดรายจ่าย เพิ่มโอกาส" โดยชูไม้เด็ดเรื่องการใช้ AI ควบคุมสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะครอบคลุม 578 แยกทั่วกรุง ซึ่งจะช่วยลดเวลาสัญจรได้ 15% และคำนวณว่าจะประหยัดค่าน้ำมันให้ประชาชนได้มหาศาลถึงปีละ 60,000 ล้านบาท จากมูลค่าการใช้น้ำมันรวมของคนกรุงปีละ 4 แสนล้านบาท
อีกหนึ่งไฮไลต์คือ "ปฏิวัติขยะสู่ขุมทรัพย์เมือง" (Waste to Wealth) เพื่อหยุดการฝังกลบขยะวันละ 6,000 - 7,000 ตัน ที่ต้องเสียเงินปีละ 7,000 - 8,000 ล้านบาท โดยจะเปลี่ยนเศษอาหารวันละ 5,000 ตัน เป็นก๊าซชีวภาพ และแปรรูปพลาสติกเป็นน้ำมันใช้ในหน่วยงาน กทม. เพื่อนำกำไรและคาร์บอนเครดิตกลับมาเป็นสวัสดิการประชาชน
นอกจากนี้ยังมีนโยบาย "กรุงเทพฯ มหานครที่ไม่เคยหลับ" ส่งเสริม Night Economy และเปิดแพลตฟอร์ม BKK 24/7 Market ให้ขายออนไลน์ได้ตลอดวัน พร้อมขยายการจ้างงานผู้สูงอายุถึง 65 ปี (Silver Economy) ผ่านมาตรการจูงใจทางภาษีให้เอกชนและใช้ AI ช่วยอัปสกิลแรงงาน รวมถึงการสร้าง "เขตปลอดมาเฟีย" (Mafia-Free Zone) เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการรายเล็กไม่ให้ถูกรีดไถ และเปลี่ยนการขอใบอนุญาตเป็นระบบดิจิทัล 100% เพื่อขจัดช่องโหว่การกินส่วย
อนุชา บูรพชัยศรี: นักบริหารเชื่อมเมืองสร้างรายได้ใหม่จากนักท่องเที่ยว
นายอนุชา จากพรรคประชาธิปัตย์ ชูวิสัยทัศน์ "เมืองฟ้าอมร... and more" ที่เน้นการบริหารแบบบูรณาการผ่าน 5 นโยบายหลัก ในมิติด้านเศรษฐกิจได้เสนอการเพิ่มรายได้ให้ กทม. ผ่านการจัดเก็บภาษีที่พัก (Hotel Tax) จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเพื่อนำงบมาพัฒนาเมือง และมีนโยบายเชิงรุกดึง ขสมก. มาอยู่ภายใต้การบริหารของ กทม. เพื่อออกแบบเส้นทางรถเมล์และรถไฟฟ้าให้เป็นระบบเดียวกัน ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าเดินทางประชาชนผ่านระบบตั๋วร่วม
สำหรับคนทำงาน จะมีโครงการจ้างงานทุกช่วงวัย โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุวัยเกษียณกลับมาเป็นอาสาสมัครสร้างรายได้เสริม ด้านธุรกิจจะยกระดับ กทม. สู่ Smart City ปรับปรุงระเบียบการขออนุญาตให้รวดเร็ว ลดขั้นตอนที่ล่าช้า และจัดโซนนิ่งการค้าขายกับสถานบันเทิงให้ชัดเจน
พร้อมกันนี้ยังประกาศตรวจสอบธุรกิจ "นอมินี" ต่างชาติอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้มาแย่งอาชีพคนไทย และใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy) เพื่อลดรายจ่ายการฝังกลบ โดยประชาชนสามารถตรวจสอบความโปร่งใสของการใช้งบประมาณ กทม. ได้ทุกขั้นตอนผ่านแพลตฟอร์ม "ส่องรัฐ"
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์: สานต่อเศรษฐกิจเส้นเลือดฝอยดึงเม็ดเงินระดับโลก
แชมป์เก่าอย่างนายชัชชาติ มาในแนวคิด "เมืองสร้างโอกาสและความหวัง" โดยย้ำว่าเศรษฐกิจใหญ่และเศรษฐกิจข้างถนนต้องไปด้วยกัน นโยบายในวาระหน้าจะเน้นดึงดูดบรรษัทข้ามชาติ (MNC) และสตาร์ตอัปมาลงทุนผ่านระบบ Fast-track และเขตเศรษฐกิจพิเศษเชิงทดลอง (Sandbox) พร้อมยกระดับ "Invest Bangkok" เป็นศูนย์บริการข้อมูลเบ็ดเสร็จสำหรับนักลงทุนต่างชาติ
สำหรับคนตัวเล็ก จะมีการกระจาย "ศูนย์อิ่มท้อง" (Food Court ราคาย่อมเยา) อย่างน้อย 50 แห่งทั่วกรุง เพื่อจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยและสร้างความมั่นคงในอาชีพ รวมถึงร่วมกับสถาบันการเงินใช้ข้อมูลเมืองสร้างเครดิตให้ผู้ค้ารายย่อยเข้าถึงเงินทุนดอกเบี้ยต่ำแทนการใช้หลักทรัพย์ นอกจากนี้ยังมีนโยบาย "World Festival City" ชู 4 เทศกาลหลัก (สงกรานต์, ลอยกระทง, Pride, Countdown) ดึงดูดนักท่องเที่ยวตลอดปี
และมีแพลตฟอร์ม "Next Learn" ตั้งเป้าให้คนกรุงเรียนรู้ทักษะใหม่สะสม 1 ล้านชั่วโมงต่อปีเพื่อรองรับตลาดงานในอนาคต รวมถึงเปิด "Incubation Hub" พื้นที่พร้อมอุปกรณ์ให้ผู้ประกอบการ 1,000 รายต่อปีทดลองทำธุรกิจ และสร้างรายได้จากความคิดสร้างสรรค์ผ่านแพลตฟอร์ม "Bangkok Creative IP" เพื่อขายลิขสิทธิ์อัตลักษณ์เมือง
ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร: กรุงเทพฯ ง่ายๆ กับหวย SMEs และงาน 2 แสนตำแหน่ง
ดร.โจ จากพรรคประชาชน นำเสนอวิสัยทัศน์ "กรุงเทพง่ายๆ" ที่เน้นแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มเงินในกระเป๋าประชาชน นโยบายที่โดดเด่นคือ "หวยใบเสร็จ SMEs เวอร์ชัน กทม." ที่จะจูงใจให้คนซื้อของจากร้านค้ารายย่อยทุก 20 บาท ได้สิทธิลุ้นรางวัลรวมกว่า 10 ล้านบาทต่อเดือน ทั้งทองคำและสินค้า Bangkok Brand
ในด้านการจ้างงาน ตั้งเป้าสร้างงาน 200,000 ตำแหน่งภายใน 4 ปี โดยยกระดับโรงเรียนฝึกอาชีพ 10 แห่ง เป็นศูนย์ Reskill ที่เชื่อมโยงกับผู้จ้างงานเอกชน และจ้างงาน 5,000 ตำแหน่งดูแลผู้ป่วยติดเตียง นอกจากนี้ยังจะเพิ่มงบสร้างย่านท่องเที่ยวและแลนด์มาร์กใหม่ 10 เท่า เป็น 500 ล้านบาทต่อปี กระจายสู่ทุกเขตเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ รวมถึงหนุน Pink Economy ผ่านเทศกาลหนัง LGBTQ
สำหรับผู้มีปัญหาหนี้สิน จะมีมาตรการโรงรับจำนำ กทม. ดอกเบี้ย 0% สำหรับเงินต้นไม่เกิน 50,000 บาท และให้เช่าคืนเครื่องมือทำมาหากินไปใช้ประกอบอาชีพได้ ทั้งยังมี "Bangkok Studio" พื้นที่พร้อมอุปกรณ์ครบครันสำหรับฝึกทักษะสร้างรายได้ออนไลน์ และใช้ระบบ "กรุงเทพฯ โปร่งใส AI จับโกง" ตรวจสอบงบประมาณตั้งแต่ขั้นตอนร่าง TOR เพื่อไม่ให้เงินรั่วไหลไปกับส่วยและการโกง
มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข: เมืองไม่หลับใหลและเทคโนโลยี AI เพื่อรายย่อย
ดร.มัลลิกา มาพร้อมแคมเปญ "ผู้นำมหานครแห่งอนาคต" ที่จะใช้เทคโนโลยี AI มายกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจ นโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญคือการผลักดัน "เมืองไม่หลับใหล" (Street Food Paradise) ส่งเสริมให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่หากินได้ 24 ชั่วโมง เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และลดค่าครองชีพให้คนทำงาน
นอกจากนี้ยังเน้นการสนับสนุนกลุ่มคนรุ่นใหม่และ SMEs โดยใช้ระบบจับคู่กู้เงินและอีคอมเมิร์ซเข้ามาช่วยรายย่อยให้เข้าถึงแหล่งทุนและตลาดได้ง่ายขึ้น มีนโยบายเพิ่มสวนสาธารณะและ Coffee Cafe ในทุกเขตเพื่อตอบโจทย์คนทำงานยุคใหม่ที่เน้นการทำงานแบบ Remote Work
ด้านความปลอดภัยและการจราจรจะใช้ AI Traffic และ AI-Drone เข้ามาบริหารจัดการเพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากภัยพิบัติและรถติด และที่สำคัญคือการประกาศฟื้นสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) กลับมาทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชนในระดับชุมชน เพื่อให้การแก้ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจระดับฐานรากทำได้รวดเร็วและครอบคลุมทุกมิติในพื้นที่ 50 เขต
ก้าวสู่การบริหารเมืองด้วย AI
จากแผนนโยบายเศรษฐกิจของผู้สมัครทั้ง 5 ท่าน จะเห็นได้ว่ากรุงเทพฯ ในปี 2569 กำลังก้าวสู่ยุคของการใช้ "ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์" มาแก้ปัญหาปากท้องอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการลดรายจ่ายค่าน้ำมัน การสร้างโอกาสงานใหม่ๆ หรือการใช้สวัสดิการจากมูลค่าขยะ การดึงดูดการลงทุนระดับโลก ไปจนถึงการใช้ระบบหวยมากระตุ้นยอดขายรายย่อย
ทั้งหมดนี้คือข้อมูลสำคัญเพื่อให้คนกรุงเทพฯ ได้ลองชั่งน้ำหนักและเปรียบเทียบดูว่า "ไม้ตาย" ของใครที่จะช่วยตอบโจทย์ชีวิตความเป็นอยู่ของท่านได้ดีที่สุด ก่อนจะออกไปใช้สิทธิร่วมกันกำหนดอนาคตเมืองในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้








