วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร นายจักกพันธุ์ ผิวงาม อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการปฏิเสธรับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยชี้แจงว่าหลังจากที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตัดสินใจลาออกเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในสมัยที่ 2 ตนได้ลงไปช่วยงานเพียง 2 ครั้งเท่านั้น ได้แก่ ครั้งแรกในวันที่นายชัชชาติไปสมัครรับเลือกตั้งเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการ กทม. 2 ดินแดง และครั้งที่ 2 ในวันประกาศเปิดตัววิสัยทัศน์ "250+ นโยบาย" อย่างเป็นทางการที่โครงการสเตเดียมวัน (Stadium One) ในวันเดียวกัน
นายจักกพันธุ์ยืนยันข้อเท็จจริงต่อกระแสข่าวการดำรงตำแหน่งว่า “ผมไม่เคยบอกและไม่เคยพูดว่าจะมาทำหน้าที่ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการ ตำแหน่ง หรือจะมาทำหน้าที่รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” เลยสักครั้ง โดยระบุว่าที่มาช่วยงานนั้นเป็นเพราะนายชัชชาติอยากให้ช่วยตนจึงมาช่วย
ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวระบุว่า นายจักกพันธุ์เป็นผู้ที่มีความตั้งใจ ทุ่มเท และมีความซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่เป็นอย่างมาก ซึ่งการที่นายชัชชาติทาบทามให้ดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาฯ แทนนายต่อศักดิ์ โชติมงคล ที่เคยถูกพรรคการเมืองโจมตีเรื่องระบบอากงและมีข้อครหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันนั้น ถูกมองว่าเป็นการไม่ให้เกียรติกัน เนื่องจากตำแหน่งดังกล่าวถูกมองว่าแปดเปื้อนไปแล้ว
อีกทั้งตำแหน่งประธานที่ปรึกษาฯ ยังมีบทบาทเพียงแค่การให้คำปรึกษาตามที่ผู้ว่าฯ กทม. สอบถามความเห็นเท่านั้น ซึ่งถือเป็นการลดบทบาทลงจากตำแหน่งเดิมที่เคยดำรงมา
นอกจากนี้ในระหว่างที่นายจักกพันธุ์ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม. ยังมีรายงานว่ามักถูกคนใกล้ชิดของผู้ว่าฯ กทม. เข้ามาก้าวก่ายการทำงาน ทำให้ต้องคอยแก้ไขปัญหามาโดยตลอด โดยเฉพาะในโครงการสำคัญอย่างโครงการเช่ารถเก็บขยะมูลฝอยพลังงานไฟฟ้า (EV) ที่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า รวมถึงโครงการกำจัดมูลฝอยที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ซึ่งนายจักกพันธุ์ได้กำกับดูแลให้เป็นไปตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมทั้งผลักดันโครงการสวน 15 นาที โครงการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย และคอยให้คำแนะนำแก่ข้าราชการอย่างต่อเนื่อง
สำหรับประวัติการทำงานที่ผ่านมา นายจักกพันธุ์เคยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม. ในสมัย พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง แต่ได้ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2562 เนื่องจากถูกกดดันให้ลงนามอนุมัติผลการประกวดราคาโครงการเตาเผาขยะที่หนองแขมและอ่อนนุช ขนาด 1,000 ตันต่อวัน รวม 2 โรง มูลค่ากว่า 13,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการดังกล่าวมีข้อร้องเรียนจากภาคเอกชนว่าส่อเอื้อประโยชน์ และอยู่ในระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในขณะนั้น นายจักกพันธุ์จึงลาออกเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการฟ้องร้องที่อาจตามมาภายหลัง








