วันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ที่สมาคมธรรมศาสตร์ (สาทร) ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี แถลงข่าวเปิดตัวเข้าสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมทีมงาน โดยระบุว่าปัจจุบันกรุงเทพฯ กำลังเผชิญกับ "พายุซ้อนพายุ" ทั้งวิกฤตสงคราม ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ภัยพิบัติ อาชญากรรม ยาเสพติด วิกฤตพลังงาน และปัญหาคอร์รัปชันที่กัดกินเมืองมาอย่างยาวนาน
"กรุงเทพฯ คือบ้านที่ต้องยืนรับแรงกระแทกจากพายุปัญหาทั้งภายนอกและภายในประเทศซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนคนกรุงเทพฯ บอบช้ำเกินกว่าจะทนรับได้อีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่ผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ คนใหม่จะต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่เป็นแม่ทัพ ไม่ใช่แค่แม่บ้าน เพื่อปรับปรุงกรุงเทพฯ ให้เป็นป้อมปราการที่ปกป้องชีวิตประชาชน และเป็นที่พึ่งพิงที่ไว้ใจได้ที่สุดในการนำพาคนเมืองผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปให้ได้อย่างปลอดภัย"
สำหรับวิสัยทัศน์ด้านความมั่นคงและปลอดภัย ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ ตั้งเป้ายกระดับกรุงเทพฯ เป็น Safety Zone ระดับสากล โดยใช้ระบบ AI และ Face Recognition ร่วมกับกล้อง CCTV ตรวจจับอาชญากรที่มีหมายจับทั้งในไทยและสากล พร้อมสร้าง "BKK Cyber Shield" เพื่อรับมือสงครามไซเบอร์ที่ในปี 2569 อยู่ในระดับวิกฤต โดยไทยถูกโจมตีมากกว่า 3,200 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 164%
นอกจากนี้ยังประกาศสงครามกับยาเสพติดด้วยการเปลี่ยนชุมชนจากจุดเสี่ยงเป็นจุดแข็ง สนับสนุนงบประมาณและเงินเดือนให้ประธานชุมชนใช้เทคโนโลยีเฝ้าระวัง และกำหนดให้โรงเรียนสังกัด กทม. เป็นพื้นที่สีขาว 100% พร้อมร่วมกับกรมราชทัณฑ์บำบัดฟื้นฟูผู้พ้นโทษ ทั้งการพัฒนาจิตใจ ฝึกอาชีพ และจัดหางานเพื่อให้มีที่ยืนในสังคมอย่างยั่งยืน
ในด้านการรับมือภัยพิบัติ ได้ชูนโยบายระบบเตือนภัย Real-time ผ่านมือถือด้วย AI และ Sensor ทั่วเมือง รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างอาคารเก่าของ กทม. ให้ทนทานแผ่นดินไหวได้ถึง 7 ริกเตอร์ และแก้ปัญหาน้ำท่วมด้วยแนวคิด "เมืองฟองน้ำ" เพิ่มพื้นที่ Green Roof และทางเท้าซึมน้ำ
พร้อมเปลี่ยนสวนสาธารณะเป็นแก้มลิงอัจฉริยะ (Underground Detention) โดยมีแผนดูดเลนในคูคลองสำคัญ เช่น คลองแสนแสบ ลาดพร้าว และเปรมประชากร รวมระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร เพื่อเพิ่มความจุน้ำอีก 8 ล้านลูกบาศก์เมตร และใช้ AI บริหารสถานีสูบน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณฝน ขณะที่การรับมืออัคคีภัยจะมีการนำโดรนและทีมกู้ภัยทางอากาศมาใช้กับอาคารสูงที่มีมากกว่า 3,000 แห่ง เพื่อปกป้องชีวิตคนเมืองกว่า 1 ล้านคนที่อาศัยในตึกสูง
ด้านการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เน้นใช้ระบบ Cyber City โดยจะนำ AI มาควบคุมการจราจรครอบคลุม 578 แยกทั่วกรุงเทพฯ เพื่อลดเวลาสัญจร 15% ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายน้ำมันได้ถึงปีละ 6 หมื่นล้านบาท จากมูลค่าการใช้น้ำมันรวมของคนกรุงที่สูงถึงปีละ 4 แสนล้านบาท พร้อมผลักดัน "กรุงเทพฯ มหานครที่ไม่เคยหลับ" ส่งเสริม Night Economy และเปิดแพลตฟอร์ม BKK 24/7 Market ให้ค้าขายออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่ไปกับตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์สี่มุมเมือง รวมถึงการประสานรัฐบาลทำบัตรเดียวเดินทางได้ทั่วกรุง (Seamless Connectivity) และส่งเสริม Silver Economy โดยขยายโอกาสการจ้างงานผู้สูงอายุถึง 65 ปี ผ่านมาตรการจูงใจทางภาษีแก่เอกชน พร้อมใช้ AI ประมวลผลทักษะเพื่อ Up Skill คนให้ตรงความต้องการของตลาดงาน
สำหรับการจัดการพลังงานและขยะ ได้ชูนโยบาย "ปฏิวัติขยะสู่ขุมทรัพย์เมือง" (Waste to Wealth) เพื่อเลิกการฝังกลบขยะวันละ 6,000 - 7,000 ตัน ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณปีละ 7,000 - 8,000 ล้านบาท โดยจะเปลี่ยนขยะเศษอาหารวันละ 5,000 ตัน เป็นก๊าซชีวภาพ (Bio Gas) และแปรรูปพลาสติกที่รีไซเคิลไม่ได้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงใช้ในหน่วยงาน กทม. เพื่อเปลี่ยนรายจ่ายให้เป็นกำไรจากพลังงานและคาร์บอนเครดิตนำมาเป็นสวัสดิการให้ประชาชน พร้อมปลูกฝังนิสัยแยกขยะผ่านธนาคารรีไซเคิลในโรงเรียน นอกจากนี้ กทม. จะต้องพึ่งพาตนเองด้านพลังงานจากขยะและติดตั้ง Flow Battery เพื่อหล่อเลี้ยงระบบ AI ให้ทำงานได้ต่อเนื่องแม้เกิดวิกฤตพลังงาน
ในด้านความโปร่งใสและคุณภาพชีวิต ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ ประกาศสร้างเขตปลอดมาเฟีย (Mafia-Free Zone) และเปลี่ยนการขอใบอนุญาตเป็น Digital 100% เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่และปิดโอกาสการรีดไถส่วย พร้อมยกระดับโรงเรียน กทม. สู่มาตรฐานอินเตอร์ที่สอนอย่างน้อย 3 ภาษา พัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิด้วย Tele-Medicine และยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่ง รวมถึงการตั้งโรงพยาบาลสัตว์ (Pets General Hospital) ที่เปิดถึงเที่ยงคืนและมีแอปพลิเคชันหาคู่ให้สัตว์เลี้ยง อีกทั้งจะเปลี่ยนที่ดินว่างเปล่าจากการปลูกพืชลดภาษีให้เป็นพื้นที่กิจกรรมและลานกีฬาสำหรับเยาวชน
"วิกฤตโลกอาจทำให้เราหวาดกลัว วิกฤตส่วยอาจทำให้เราสิ้นหวัง และวิกฤตรายจ่ายครอบครัวอาจทำให้เราหมดพลัง แต่ผมมายืนยันที่นี่ว่าทุกปัญหามีทางออก หากเรากล้าที่จะรื้อระบบเก่าที่ล้าหลังและสร้างอนาคตใหม่ที่ยั่งยืนไปด้วยกัน
ผมพร้อมใช้ทุกประสบการณ์เพื่อบริหารและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งมอบเมืองที่ปลอดภัยและมีอนาคตให้แก่ลูกหลานของเรา ผมจึงอยากขอให้ทุกคนเดินไปกับผม เพื่อเปลี่ยนอนาคตของกรุงเทพฯ และพวกเราทุกคนเพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า" ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าว








