จากการทบทวนสถิติสำคัญในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 ตามประกาศของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงานปกครองและทะเบียน พบว่ากรุงเทพมหานครมีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 4,402,941 คน โดยมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งคิดเป็นร้อยละ 60.73 ของจำนวนผู้มีสิทธิทั้งหมด
ในขณะนั้นมีกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือ Gen Z อายุ 18-27 ปี ที่ไม่เคยมีโอกาสลงคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. มาก่อน (เว้นไป 9 ปี) จำนวน 698,660 คน หรือประมาณร้อยละ 16 และมีกลุ่มอายุ 18-22 ปีที่เป็นกลุ่มเลือกตั้งครั้งแรกในชีวิตจริงๆ ประมาณ 231,239 คน
เมื่อพิจารณาพลวัตประชากรตามการวิเคราะห์ของกรมการปกครองในช่วงปี 2565 เป็นต้นมา โดยนับรวมประชากรอายุ 14-17 ปี ที่จะทยอยบรรลุนิติภาวะเฉลี่ยปีละ 60,000 คน ต่อเนื่องเป็นเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2566-2569) จะมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งรายใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 240,000 คน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับฐานเดิมจะส่งผลให้ในปี 2569 กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุ 18-27 ปี ในกรุงเทพมหานคร มีจำนวนพุ่งสูงขึ้นแตะระดับเกือบ 1 ล้านคน สอดคล้องกับภาพรวมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่มียอดผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกทั่วประเทศประมาณ 2.3 ล้านคน
ความตื่นตัวทางการเมืองของฐานเสียงรุ่นใหม่นี้สะท้อนผ่านสถิติการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าในช่วงวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569 ซึ่งสำนักงานปกครองและทะเบียน กทม. ระบุว่าเขตบางกะปิ ณ บริเวณโครงการตะวันนาบางกะปิ (ตะวันนา 2) ครองอันดับหนึ่งที่มีผู้ลงทะเบียนสูงสุดถึง 58,683 คน ปัจจัยหลักมาจากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสีชมพู (เส้นทางลาดพร้าว-มีนบุรี) ที่ดึงดูด New Voters เข้าสู่คอนโดมิเนียมและที่อยู่อาศัยใหม่ในลักษณะ Urban Creature
ขณะที่เขตจตุจักร บริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม มียอดลงทะเบียน 51,719 คน สะท้อนการเป็นแหล่งรวมประชากรแฝงทั้งนักศึกษาและวัยทำงานที่มีความตื่นตัวสูง ตามมาด้วยเขตลาดกระบัง 38,548 คน เขตห้วยขวาง 32,419 คน และเขตดินแดง 28,940 คน
นอกจากนี้ยังมีอีก 8 เขตที่มียอดลงทะเบียนเกิน 20,000 คน ได้แก่ บางซื่อ, บางขุนเทียน, หลักสี่, บางนา, วังทองหลาง, สวนหลวง, ปทุมวัน และราชเทวี โดยมีเขตสัมพันธวงศ์มียอดน้อยที่สุด 2,305 คน สำหรับการเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้งรวมมีผู้ลงทะเบียน 2,512 คน โดยเขตดอนเมืองและเขตประเวศมียอดสูงสุดแห่งละ 154 คน
มิติเชิงพื้นที่ตามประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ระบุว่าเขตสายไหมและเขตคลองสามวาเป็นพื้นที่ที่มีประชากรสูงสุดในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะสายไหมที่มียอดประชากรสูงถึงประมาณ 210,000 คน เนื่องจากมีการขยายตัวของหมู่บ้านจัดสรรระดับกลาง-บน ดึงดูดกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่ Gen Y และ Gen Z เข้าสู่พื้นที่อย่างหนาแน่น
แม้สัดส่วน New Voters ในปี 2569 จะคิดเป็นร้อยละ 4-5 ของผู้มีสิทธิทั้งหมดใน กทม. แต่เมื่อนับรวมกลุ่ม Gen Z ช่วงอายุ 18-30 ปี ทั่วประเทศที่มีจำนวนกว่า 11 ล้านคน พบแนวโน้มการเลือกตัวแทนที่มีนโยบายหัวก้าวหน้า ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นปัจจัยชี้วัดสำคัญจากสนามการเลือกตั้งใหญ่กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาจส่งแรงกระเพื่อมต่อทิศทางการเมืองและการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในเดือนมิถุนายน 2569 อย่างมีนัยสำคัญ
จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กทม. ปี 2568
จากการตรวจสอบข้อมูลสถิติประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ณ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 พบว่ามีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวมทั้งสิ้น 4,507,425 คน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 5,425,608 คน ซึ่งตัวเลขนี้จะเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569
โดยเมื่อพิจารณาในมิติด้านเพศจะเห็นความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพศหญิงถึง 2,456,970 คน ซึ่งมากกว่าเพศชายที่มีจำนวน 2,050,455 คน อยู่ถึงประมาณ 4 แสนคน
ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มเป้าหมายหลักที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องให้ความสำคัญและออกนโยบายที่ตอบโจทย์คือกลุ่มสตรี ซึ่งกระจายตัวอยู่หนาแน่นในทุกเขตพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตที่มีฐานผู้มีสิทธิเลือกตั้งขนาดใหญ่
สำหรับกลุ่มเขตที่น่าจับตามองและถือเป็น "ยุทธศาสตร์สำคัญ" ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือกลุ่มเขตที่มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสูงสุด 5 อันดับแรก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่วงแหวนรอบนอกและเขตที่อยู่อาศัยขยายตัว ได้แก่
เขตคลองสามวา ซึ่งมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งสูงที่สุดถึง 174,528 คน ตามมาด้วยเขตสายไหม (174,217 คน) เขตบางแค (162,873 คน) เขตบางเขน (156,375 คน) และเขตบางขุนเทียน (149,474 คน) พื้นที่เหล่านี้ถือเป็นสมรภูมิหลักที่หากผู้สมัครสามารถดึงคะแนนเสียงได้ จะส่งผลอย่างมากต่อโอกาสในการชนะการเลือกตั้ง เนื่องจากแต่ละเขตมีฐานเสียงกว่า 1.5 แสนคน
นอกจากนี้ยังมีเขตที่น่าสนใจอย่างเขตหนองจอก เขตลาดกระบัง และเขตประเวศ ที่มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่ในระดับ 1.4 แสนคนเศษ ซึ่งแสดงถึงการกระจายตัวของประชากรออกสู่พื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกและฝั่งธนบุรีตอนใต้มากขึ้น
ในส่วนของมิติผู้มีสิทธิเลือกตั้งใหม่ พบว่า กลุ่มประชากรที่เริ่มมีสิทธิเลือกตั้ง (อายุ 18 ปีขึ้นไป) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมดในแต่ละพื้นที่ จะเห็นภาพรวมของสัดส่วนประชากรวัยแรงงานและเยาวชนที่กำลังเข้าสู่ระบบการเมือง เช่น ในเขตดอนเมืองที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 138,863 คน จากประชากรทั้งหมด 165,312 คน หรือเขตจตุจักรที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 132,756 คน จากประชากรรวม 154,515 คน บ่งชี้ถึงสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่อจำนวนประชากรที่ค่อนข้างสูงในเขตเมืองชั้นกลางและชั้นนอก
ในขณะที่เขตเมืองชั้นในอย่างเขตสัมพันธวงศ์ (15,774 คน) หรือเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย (30,047 คน) มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งน้อยที่สุด ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างประชากรที่เบาบางลงตามขนาดพื้นที่ซึ่งศูนย์กลางธุรกิจเก่า
กลยุทธ์การหาเสียงอาจถูกปรับเปลี่ยนตามความหนาแน่นและช่วงวัยของประชากรในแต่ละโซน โดยเฉพาะข้อมูลจากตัวเลขอาจสะท้อนความต้องการที่แตกต่างกันระหว่างคนในเขตพื้นที่ขยายตัวใหม่ที่มีประชากรหนาแน่นสูง กับคนในเขตเมืองดั้งเดิม เพื่อสร้างนโยบายที่ครอบคลุมทุกมิติของคนกรุงเทพฯ ในการเลือกตั้งปี 2569 ที่กำลังจะมาถึงนี้








