“ฝ่ายค้าน” รุมสับ ปปช. ดองเค็มคดีโกง! “พริษฐ์” ขู่ยื่นถอดถอน "คดีหุ้นศักดิ์สยาม" ด้าน "อภิสิทธิ์" เหน็บอยากให้เชื้อเกลียดโกงติดกรรมการ

การเมือง21 พ.ค. 2569 • 17:07 น.
“ฝ่ายค้าน” รุมสับ ปปช. ดองเค็มคดีโกง! “พริษฐ์” ขู่ยื่นถอดถอน "คดีหุ้นศักดิ์สยาม" ด้าน "อภิสิทธิ์" เหน็บอยากให้เชื้อเกลียดโกงติดกรรมการ

วันที่ 21 พ.ค.2569 เวลา 15.50 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงิน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2567 และรายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

โดยช่วงหนึ่งของการอภิปราย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่ารายงานของ ป.ป.ช. ระบุถึงตัวชี้วัดการไต่สวน โดยเป้าหมาย 2 ปี ทำได้ 25% จาก 80% ซึ่งเชื่อว่ามีคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม กรณีซุกหุ้น รวมในสถิติด้วย ซึ่ง ป.ป.ช.ยกข้อกล่าวหา เท่ากับฟอกขาวให้กับนายศักดิ์สยาม อย่างไรก็ดีในประเด็นดังกล่าวพบข้อพิรุธ ทำให้พรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาภายในเดือน พ.ค. นี้ เพื่อให้ตั้งกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.

อย่างไรก็ดีตนขอความชัดเจนในกรณีที่ ป.ป.ช.ยกข้อกล่าวหาคดีดังกล่าว ว่า ป.ป.ช. ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงใดๆ กรณีซุกหุ้นก่อนมีติยกคำร้องหรือไม่ เพราะตนมีข้อสันนิษฐานว่าไม่มีการไต่สวนเองหรือตั้งกรรมการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ป.ป.ช. มาตรา 51 และได้ยกคำร้องแบบรวบรัดโดยอาศัยมาตรา 49 ของ พ.ร.ป.ป.ป.ช.

“ขอให้ตอบให้ชัดว่า ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงหรือไม่ หากไม่ไต่สวนขอทราบเหตุผล เพราะตามข้อเท็จจริงในกระบวนการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญชี้ชัดถึงเส้นการเงิน การโอนหุ้น มีความพยายามซุกหุ้น ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่มากเพียงพอให้ไต่สวนได้ ก่อนด่วนสรุปยกคำร้อง ทั้งนี้ในรายละเอียดของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. ควรเข้าถึง” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ป.ป.ช. ได้ชี้แจงในแถลงการณ์ว่ามี 3 ฐานความผิด โดยมี 2 ฐานยกคำร้อง คือ ยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ การแทรกแซงเอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง ส่วนประเด็นจริยธรรมอยู่ในระหว่างดำเนินการ ดังนั้นทำไม ป.ป.ช. จึงจำกัดตรวจสอบเฉพาะ 3 ฐานความผิด ทั้งที่มีข้อกล่าวหาที่ครอบคลุมเรื่องอื่น เช่น การขัดกันแห่งผลประโยชน์ อย่างไรก็ดีในคำชี้แจงของ เลขาธิการ ป.ป.ช. ให้ทัศนะผ่านสื่อสาธารณะว่า เมื่อประชาชนวิจารณ์เยอะ คือ สังคมป่วย ตนคิดว่าหากมีองค์กรที่ควรทำหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่ปกป้องและปกปิดการทุจริตที่จะทำให้สังคมป่วย

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายด้วยว่า การทำงานของป.ป.ช.ถูกตั้งคำถามจากสังคม ถึงภาพรวมการทุจริตในประเทศลดลงหรือเพิ่มขึ้น แต่จากข่าวและผลสำรวจเห็นชัด ทั้งนี้รายงานของ สตง.ที่อ้างถึงการทำงานของป.ป.ช. ระบุว่าการร้องเรียนคดีทุจริตเพิ่มขึ้น แต่คำถามคือ ป.ป.ช.จัดการคดีจบหรือไม่ ทั้งนี้ในรายงานพบว่า ป.ป.ช. มีมติให้ไต่สวนในคดีวางเป้าหมาย 2 ปีต้องสำเร็จ 80% แต่รายงานพบว่าทำสำเร็จเพียง 24.42% ถือว่าต่ำกว่าเป้าหมาย

ทั้งนี้ในรายงานพบว่ามีการดำเนินคดีเสร็จสิ้น 348 เรื่อง และยังมีคดีที่ขอต่อเวลาไต่สวนถึง 1,077 เรื่อง แสดงให้เห็นว่าการไต่สวนคงค้างจำนวนมาก ไม่ทำให้แล้วเสร็จ ทั้งนี้ ป.ป.ช. ให้เหตุผลตามรายงานสตง. ว่ามีข้อติดขัดทางกฎหมาย เรื่องเยอะเกินไป พนักงานไต่สวนให้ความสำคัญกับเรื่องไต่สวนที่จะครบ3 ปี มากกว่า2 ปี ถือเป็นเหตุผลที่พิลึก

นายสาทิตย์ กล่าวว่า เรื่องที่ไต่สวนไม่จบ เป็นไปด้วยความสุจริตหรือไม่ เช่น มีเรื่องกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรายหนึ่ง รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณอันอาจเป็นเงินได้จากผู้ใด คดีดังกล่าวเข้าสู่ ป.ป.ช. 17 ก.ค. 2567 ซึ่ง ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐรับทรัพย์และประโยชน์อื่นใด ที่คำนวณเป็นเงินได้ แต่ผู้ถูกชี้มูลความผิด ร้องต่อ ป.ป.ช. ให้ทบทวน โดยเดือน ต.ค.67 มติเสียงข้างมากของ ป.ป.ช. เพื่อให้เป็นธรรม ให้สอบพยานเพิ่มอีก 2 ปาก โดยจากวันนั้น เวลาผ่านจนถึงปัจจุบันไม่มีความคืบหน้าใดๆ จนผู้ร้องต้องไปฟ้องศาลอาญาคดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่าเรื่องดังกล่าวมีความผิดปกติ

“ที่บอกว่าเรื่องเยอะ ไม่ใช่เรื่องนี้ เพราะเรื่องนี้ส่อให้เห็นถึงความผิดปกติที่ถูกวิจารณ์ ซึ่งไไม่ทราบว่าเรื่องทำนองนี้มีมากหรือไม่ ถึงขนาดวิจารณ์ว่าขึ้นอยู่เป็นคนของใครด้วยหรือไม่ รอพยาน 2 ปาก เกือบ 2 ปี กับคดีที่มติเสียงข้างมาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดไปแล้ว ดังนั้นสำนักงานป.ป.ช. ต้องให้ความกระจ่างกับสังคม หากป.ป.ช. จัดการทุจริต แต่หากถูกตั้งคำถามสุจริตเสียเอง ประชาชนจะพึ่งใคร” นายสาทิตย์ อภิปราย

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนขอให้ ป.ป.ช. นำข้อมูลที่มีการเปิดเผยผลสำรวจต่อการติดสินบนในหน่วยงานราชการ ของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มาพิจารณาเพื่อไปปรับปรุงการทำงานแก้ปัญหา ทั้งนี้ตนไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ตนอภิปรายนั้น ไม่แน่ใจว่า เลขาธิการ ป.ป.ช. จะมองว่าตนเป็นคนป่วยของสังคมหรือไม่ แต่ตนเหมือนคนไทยทั้งประเทศที่ป่วยเป็นโรคเกลียดการโกง และอยากให้เชื้อดังกล่าว ติดไปถึง เลขาธิการ ป.ป.ช. และกรรมการป.ป.ช. ประเทศไทยจะหายป่วยหรือ เลิกถูกเรียกเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย