เด็ดปีกทรัมป์! ศาลสหรัฐฯ สั่งฟันค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B แสนดอลลาร์ "ผิดกฎหมาย" ชี้แอบอ้างเก็บภาษีเถื่อน
ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ สั่งเพิกถอนคำสั่งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กรณีเรียกเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าแรงงานทักษะสูง (H-1B) พุ่งสูงถึง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ชี้ชัดผู้นำสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจกระทำได้ และถือเป็นการจัดเก็บภาษีที่มิชอบด้วยกฎหมายโดยไม่ผ่านสภาคองเกรส
เมื่อวันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน 2569 ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำสั่งครั้งสำคัญให้เพิกถอนมาตรการจัดเก็บค่าธรรมเนียมมูลค่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 3.3 ล้านบาท) ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเรียกเก็บจากผู้ขอวีซ่าประเภท H-1B รายใหม่ ซึ่งเป็นวีซ่าสำหรับกลุ่มแรงงานต่างชาติที่มีทักษะความเชี่ยวชาญสูง โดยศาลสรุปคำตัดสินว่าค่าธรรมเนียมมหาโหดดังกล่าว แท้จริงแล้วมีลักษณะเป็น "ภาษี" ที่ขัดต่อกฎหมาย เนื่องจากไม่เคยได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส
ลีโอ โซโรคิน (Leo Sorokin) ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ ในเมืองบอสตัน เป็นผู้มีคำตัดสินในคดีประวัติศาสตร์นี้ ซึ่งเป็นการรวมตัวยื่นฟ้องโดยอัยการสูงสุดจากพรรคเดโมแครตจำนวน 20 รัฐ เพื่อร่วมกันคัดค้านค่าธรรมเนียมที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศใช้เมื่อเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งคำสั่งดังกล่าวส่งผลให้ต้นทุนในการยื่นขอวีซ่า H-1B ของบริษัทเอกชนพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล
แม้ฝ่ายสนับสนุนนโยบายของทรัมป์จะพยายามโต้แย้งว่า ค่าธรรมเนียมนี้เป็นเพียง "บทลงโทษทางการเงิน" ที่ชอบด้วยกฎหมาย ภายใต้อำนาจของประธานาธิบดีตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง ที่ระบุให้ผู้นำประเทศสามารถจำกัดการเดินทางเข้าเมืองของชาวต่างชาติได้ หากเห็นว่าการเข้าเมืองนั้น ๆ "เป็นผลเสียต่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา"
อย่างไรก็ตาม คำตัดสินของผู้พิพากษาโซโรคินระบุอย่างเฉียบขาดว่า เงินจำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐนี้ไม่ใช่บทลงโทษ แต่เป็นภาษี ซึ่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการประกาศใช้เองโดยพลการ ส่งผลให้กระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานบริการสัญชาติและตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ (USCIS) ไม่สามารถนำมาตรการนี้ไปปฏิบัติจริงได้
“ในกรณีนี้ สาระสำคัญและการบังคับใช้เงินจ่ายจำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ เผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามันคือภาษี ไม่ว่าเงินจำนวนนี้จะถูกเรียกว่าอะไรก็ตาม” ผู้พิพากษาโซโรคิน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ระบุในคำตัดสิน
นอกจากนี้ ศาลยังได้หยิบยกคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเคยสั่งเพิกถอนมาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรเป็นวงกว้างของทรัมป์มาเป็นบรรทัดฐาน โดยชี้ว่าภายใต้ตรรกะเดียวกัน ทรัมป์ย่อมไม่มีอำนาจเรียกเก็บภาษีทางอ้อมผ่านกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองเช่นกัน ทางด้าน เทย์เลอร์ โรเจอร์ส (Taylor Rogers) โฆษกหญิงประจำทำเนียบขาว ออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันทีว่า รัฐบาลมั่นใจว่าจะสามารถพลิกคำตัดสินได้ในชั้นอุทธรณ์
สำหรับโครงการวีซ่า H-1B ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของบริษัทเทคโนโลยีในซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) ที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติชั้นกะทิ โดยมีโควตาจัดสรรอยู่ที่ 65,000 ใบต่อปีสำหรับแรงงานทักษะสูง และอีก 20,000 ใบสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาขั้นสูง ซึ่งผู้ได้รับอนุมัติจะสามารถพำนักและทำงานในสหรัฐฯ ได้เป็นเวลา 3 ถึง 6 ปี
เดิมที นายจ้างต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเฉลี่ยเพียง 2,000 ถึง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น แต่หลังจากทรัมป์สั่งขึ้นราคาเป็น 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ยอดผู้สมัครดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย โดยเอกสารของรัฐบาลระบุว่า นับตั้งแต่ประกาศใช้จนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ มีผู้ยอมจ่ายเงินค่าธรรมเนียมนี้เพียง 85 รายการเท่านั้น
นอกเหนือจากกำแพงภาษีแล้ว รัฐบาลทรัมป์ยังคงเดินหน้าเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบประวัติ และเสนอระบบคัดเลือกวีซ่ารูปแบบใหม่ที่จะให้สิทธิแก่แรงงานที่ได้ค่าจ้างสูงกว่าก่อน จนจุดชนวนให้เกิดการฟ้องร้องทางกฎหมายจากกลุ่มต่าง ๆ เพื่อคัดค้านนโยบายนี้อย่างน้อย 3 คดีในปัจจุบัน
#ทรัมป์ #โดนัลด์ทรัมป์ #วีซ่าH1B #วีซ่าอเมริกา #ศาลสหรัฐ #แรงงานต่างชาติ #ข่าวต่างประเทศ #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #นโยบายตรวจคนเข้าเมือง #USCIS #วีซ่าทำงาน #ข่าวไอที #เศรษฐกิจสหรัฐ #เดโมแครต #รีพับลิกัน #BreakingNews #DonaldTrump #H1BVisa #ข่าวความมั่นคง








