เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ยิงสกัดอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ของอิหร่านจำนวน 4 ลำ ที่กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมดำเนินการโจมตีสถานีเรดาร์ตรวจการณ์ชายฝั่งในเมืองโกรุก และบนเกาะเกชม์ ทางตอนใต้ของอิหร่าน โดยระบุว่าโดรนดังกล่าวถือเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความปลอดภัยของการเดินเรือในภูมิภาค และการโจมตีสถานีเรดาร์มีเป้าหมายเพื่อป้องกันการโจมตีเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้น
เหตุการณ์ล่าสุดสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก และยังคงเป็นจุดศูนย์กลางของความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะยังคงยืนยันว่าข้อตกลงหยุดยิงยังมีผลบังคับใช้อยู่ก็ตาม
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน กองทัพเรืออิหร่านระบุว่า ได้ยิงเตือนกองกำลังสหรัฐฯ ในพื้นที่อ่าวโอมาน พร้อมกล่าวหาเรือรบสหรัฐฯ ว่ามีพฤติกรรมคุกคามการปฏิบัติภารกิจของกองกำลังอิหร่านในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า การเจรจากับอิหร่านไม่สามารถเร่งรัดให้แล้วเสร็จได้ในระยะเวลาอันสั้น และข้อตกลงใด ๆ จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐฯ เป็นสำคัญ พร้อมแสดงความเห็นว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและปุ๋ยมีแนวโน้มปรับตัวลดลงหลังจากความขัดแย้งสิ้นสุดลง ไม่ว่าจะผ่านกระบวนการเจรจาหรือมาตรการกดดันในรูปแบบอื่น
ขณะที่ คริส ไรต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ระบุว่า ราคาน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลอาจปรับตัวลดลง หากสามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านที่เอื้อให้มีการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้มากขึ้น นอกจากนี้ คลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นภายหลังความขัดแย้งยุติลง เนื่องจากบริษัทพลังงานต่าง ๆ จะส่งคืนน้ำมันในปริมาณที่มากกว่าที่เคยกู้ยืมจากคลังสำรองของรัฐบาล
ในอีกด้านหนึ่ง ความพยายามผลักดันกระบวนการทางการทูตยังคงเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค โดยโจเซฟ อูน ประธานาธิบดีเลบานอน ออกมากล่าวหาอิหร่านว่าใช้เลบานอนเป็นเครื่องมือในการต่อรองกับสหรัฐฯ ระหว่างการเจรจา ขณะที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีความพยายามจากหลายฝ่ายในการผลักดันให้เกิดการหยุดยิง
ด้านกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เปิดเผยว่า ได้ปฏิบัติการโจมตีกองกำลังอิสราเอลในพื้นที่ภาคใต้ของเลบานอนรวม 32 ครั้ง ระหว่างวันที่ 4-5 มิถุนายน โดยใช้จรวด ปืนใหญ่ โดรน และขีปนาวุธพื้นสู่อากาศโจมตีเป้าหมายที่เป็นกำลังพล ยานพาหนะ และอากาศยานของอิสราเอล
ขณะเดียวกัน กองทัพคูเวตเปิดเผยว่ากำลังดำเนินมาตรการตอบโต้ภัยคุกคามจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน พร้อมขอให้ประชาชนติดตามและปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยจากทางการอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังได้อนุมัติการจำหน่ายระบบและอุปกรณ์ต่อต้านอากาศยานไร้คนขับให้แก่คูเวต คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.98 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่ยังคงเปราะบางในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ความเคลื่อนไหวทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อิหร่านกำลังพิจารณาข้อเสนอฉบับใหม่จากสหรัฐฯ ตามรายงานของสำนักข่าวอัลจาซีรา โดยหนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญของอิหร่านคือ การปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งทันที หลังจากมีการลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกันระหว่างทั้งสองประเทศ
แม้ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านจะยังคงเปิดช่องทางการเจรจา แต่เหตุการณ์ปะทะล่าสุดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงความรุนแรงที่ยังดำเนินอยู่ในหลายพื้นที่ของตะวันออกกลาง สะท้อนให้เห็นว่าหนทางสู่การคลี่คลายความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพในภูมิภาคยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป
#ช่องแคบฮอร์มุซ #สหรัฐอิหร่าน #โดรนอิหร่าน #ตะวันออกกลาง #สงครามตะวันออกกลาง #โดนัลด์ทรัมป์ #CENTCOM #ราคาน้ำมันโลก #ข่าวต่างประเทศ #ฮิซบอลเลาะห์ #เลบานอน #อิสราเอล #อ่าวโอมาน #พลังงานโลก #ข่าววันนี้








