สัญญาน้ำมันดิบตลาดโลกปิดร่วงแรงในวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม โดยนักลงทุนคลายความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐอเมริกาและอิหร่านไม่มีการโจมตีตอบโต้กันต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ประกอบกับมีสัญญาณเชิงบวกจากการเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่าย ส่งผลให้แรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยงด้านพลังงานลดลง
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนกันยายน ปรับตัวลดลง 6.70 ดอลลาร์ หรือ 7.5% ปิดที่ 82.61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนกันยายน ลดลง 8.42 ดอลลาร์ หรือ 8.7% ปิดที่ 88.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แรงกดดันต่อราคาน้ำมันเกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การเจรจากับอิหร่านมีความคืบหน้าและยังมีโอกาสนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพ แม้จะย้ำว่าสหรัฐฯ พร้อมกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหารอีกครั้ง หากการเจรจาไม่ประสบความสำเร็จ
ด้านเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่า อิหร่านยังคงยึดหลักการตอบโต้แบบ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" แต่หากสหรัฐฯ ยุติการโจมตี อิหร่านก็พร้อมระงับการตอบโต้เช่นกัน พร้อมเปิดเผยว่าทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจาผ่านตัวกลาง ซึ่งรวมถึงปากีสถานและกาตาร์
ขณะที่ไมค์ วอลซ์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจระงับการโจมตีอิหร่าน จะช่วยเปิดพื้นที่และเพิ่มเวลาให้กับกระบวนการทางการทูตในการหาทางออกของความขัดแย้ง
ก่อนหน้านี้ กองทัพสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านต่อเนื่องเป็นเวลา 13 คืน ก่อนที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จะมีคำสั่งระงับปฏิบัติการดังกล่าวเมื่อช่วงค่ำของวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม ส่งผลให้บรรยากาศความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มผ่อนคลาย และเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาน้ำมันในตลาดโลกให้ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ.
ทั้งนี้ หลังจากสหรัฐฯ เดินหน้าโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านอย่างหนักหน่วงติดต่อกัน 13 คืน กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ก็ได้สั่งระงับปฏิบัติการดังกล่าวเมื่อช่วงค่ำวันศุกร์ (24 ก.ค.)








