เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา มีคำสั่งยกเลิกภารกิจเดินทางเยือนกรุง อิสลามาบัด ของสองทูตพิเศษ ได้แก่ สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ เมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ความพยายามของ ปากีสถาน ในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางฟื้นฟูสันติภาพระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอีกครั้ง
การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นทันทีหลังจาก อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน เสร็จสิ้นภารกิจหารือกับผู้นำปากีสถาน และเดินทางต่อไปยัง โอมาน โดยก่อนหน้านี้ทำเนียบขาวได้ประกาศชัดเจนว่าผู้แทนเจรจาหลักจะเดินทางไปยังปากีสถาน พร้อมยกย่องบทบาทของปากีสถานว่าเป็นผู้ไกล่เกลี่ยที่มีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงดึกของวันเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เปลี่ยนท่าที โดยระบุว่า สหรัฐฯ ยังเป็นฝ่ายได้เปรียบในการเจรจา พร้อมย้ำว่าจะไม่ยอมให้มีการเดินทางระยะไกลเพื่อหารือที่ไม่มีความคืบหน้าอีกต่อไป
การยกเลิกภารกิจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางจุดยืนแข็งกร้าวของ อิหร่าน ที่ประกาศชัดว่าจะไม่เข้าร่วมการเจรจาโดยตรงกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ในกรุงอิสลามาบัด หากยังไม่มีการตอบสนองเงื่อนไขเบื้องต้น โดยเฉพาะประเด็นการยกเลิกมาตรการปิดล้อมทางทะเล
สำหรับการเดินทางเยือนอิสลามาบัดของอับบาส อารักชี เมื่อคืนวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา มีเป้าหมายเพื่อหารือสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาค และแสวงหาทางออกทางการทูต หลังจากความขัดแย้งปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ จากกรณีที่ สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล เปิดฉากโจมตีทางอากาศในกรุง เตหะราน และเมืองสำคัญอื่น ๆ
แหล่งข่าวจากปากีสถานเปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 25-26 เมษายน เจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายได้หารือกันหลายรอบ โดยมุ่งเน้นไปที่แนวทางการเจรจาในอนาคตระหว่าง เตหะราน และ วอชิงตัน ซึ่งอารักชีได้เข้าพบ ชาห์บาซ ชารีฟ พร้อมด้วย อิชัค ดาร์ และ อาซิม มูเนียร์ ใช้เวลาหารือร่วมกันเกือบ 2 ชั่วโมง
ผู้นำปากีสถานได้เน้นย้ำว่า การใช้แนวทางทางการทูตและการเจรจาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ขณะที่ฝ่ายอิหร่านได้ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับการยุติความขัดแย้ง การหยุดยิงกับสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงสถานการณ์ด้านความมั่นคงในวงกว้าง
แหล่งข่าวยังระบุว่า ปากีสถานในฐานะตัวกลางได้ส่งต่อสารจาก วอชิงตัน ไปยังฝ่ายอิหร่าน ก่อนที่คณะผู้แทนอิหร่านจะตอบกลับด้วยข้อเรียกร้องสำคัญ ซึ่งรวมถึงการยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล การปล่อยเรือ และลูกเรือชาวอิหร่านที่ถูกควบคุมตัว
ขณะเดียวกัน อิหร่านได้ยกระดับท่าทีแข็งกร้าวผ่านการสื่อสารต่อสาธารณะ โดยกองบัญชาการกลางคาตัม อัล-อันบิยา ออกมาเตือนว่า พร้อมตอบโต้หากยังมีการปิดล้อมทางทะเลหรือการกระทำที่ถูกมองว่าเป็นการละเมิดในภูมิภาค โดยเฉพาะบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก
ทั้งนี้ ความตึงเครียดรอบใหม่เกิดขึ้นหลังจากมีข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ภายหลังการสู้รบนานกว่า 40 วัน แต่การเจรจารอบแรกในอิสลามาบัดระหว่างวันที่ 11-12 เมษายนไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ และการเจรจารอบถัดมาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปากีสถานก็ต้องชะงักลง เนื่องจากอิหร่านปฏิเสธเข้าร่วม โดยให้เหตุผลว่าสหรัฐฯ ยังไม่ยกเลิกมาตรการกดดันและมีข้อเรียกร้องที่เกินรับได้
แม้ ปากีสถาน จะยังคงเดินหน้าทำหน้าที่ตัวกลางอย่างต่อเนื่อง และมีความเป็นไปได้ที่อับบาส อารักชี จะกลับมาเยือนอีกครั้ง หากการประสานงานมีความคืบหน้า แต่สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า เส้นทางสู่การเจรจาสันติภาพยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน จากความแตกต่างของเงื่อนไขหลักระหว่างทั้งสองฝ่าย
#สหรัฐ #อิหร่าน #ปากีสถาน #ทรัมป์ #การเมืองโลก #ข่าวต่างประเทศ #ตะวันออกกลาง #เจรจาสันติภาพ #ความมั่นคง #ข่าววันนี้








