เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2569 ท่าอากาศยานอิหม่ามโคไมนีของอิหร่านกลับมาเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการอีกครั้งในช่วงเช้าวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา นับเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการฟื้นตัวสู่ภาวะปกติ หลังสถานการณ์การสู้รบที่ยืดเยื้อในช่วงก่อนหน้า
สายการบินภายในประเทศเริ่มทยอยกลับมาให้บริการเที่ยวบินตามตารางเบื้องต้นแล้ว โดยเที่ยวบินแรกได้ออกเดินทางไปยังนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี และกรุงมัสกัต ประเทศโอมาน สะท้อนการเริ่มฟื้นตัวของการคมนาคมทางอากาศในภูมิภาค
ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวทางการทูตยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเจรจาระดับสูงกำหนดจัดขึ้นที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ แม้โอกาสที่จะเกิดความคืบหน้าครั้งใหญ่ยังมีจำกัด โดยจาเร็ด คุชเนอร์ และสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนจากสหรัฐฯ มีกำหนดเดินทางไปยังปากีสถาน เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามที่ดำเนินมายาวนานกว่า 8 สัปดาห์
อย่างไรก็ตาม โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านยืนยันว่า เจ้าหน้าที่อิหร่านไม่มีแผนพบปะกับฝ่ายสหรัฐฯ โดยตรง และจะใช้ปากีสถานเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดข้อเสนอแทน
สถานการณ์ความตึงเครียดทางการทูตยังดำเนินท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น โดยสหรัฐฯ ยังคงใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่าน ส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก
ข้อมูลการติดตามการเดินเรือสะท้อนความตึงเครียดอย่างชัดเจน โดยในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีเรือผ่านเส้นทางดังกล่าวน้อยกว่า 5 ลำ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยก่อนเกิดความขัดแย้งที่ประมาณ 130 ลำต่อวัน ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงกดดันให้อิหร่านยอมอ่อนข้อในประเด็นโครงการนิวเคลียร์และบทบาทในภูมิภาค
แม้สถานการณ์โดยรวมยังอยู่ในภาวะชะงักงัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ยังคงแสดงความเชื่อมั่นว่า อิหร่านกำลังเตรียมยื่นข้อเสนอ ขณะที่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า มีความคืบหน้าบางส่วนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แม้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการ
ในด้านผลกระทบ ความสูญเสียทั้งด้านชีวิตและเศรษฐกิจยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตมากกว่า 5,000 ราย ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี ส่งผลให้ความขัดแย้งครั้งนี้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่สำคัญ
ด้านตลาดพลังงานโลกยังคงเผชิญภาวะตึงตัว นักลงทุนกำลังประเมินโอกาสของการหยุดยิงควบคู่กับความเสี่ยงที่ความไม่มั่นคงในภูมิภาคจะยืดเยื้อ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวเหนือระดับ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในสัปดาห์นี้ จากความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพ และการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญ
แม้อิสราเอลและเลบานอนได้ขยายเวลาการหยุดยิงระหว่างกันออกไป แต่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงสร้างแรงกดดันต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยเวลาสำหรับทั้งสองฝ่ายกำลังลดลง และตราบใดที่ยังไม่มีช่องทางการเจรจาที่ชัดเจน ความเสี่ยงด้านราคาพลังงานยังมีแนวโน้มดำเนินต่อไป
#อิหร่าน #สหรัฐ #สนามบินอิหม่ามโคไมนี #เจรจาสันติภาพ #ตะวันออกกลาง #ราคาน้ำมัน #เศรษฐกิจโลก #ข่าวต่างประเทศ #สถานการณ์โลก #วิเคราะห์เศรษฐกิจ








